1. สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณสนับสนุนภาคเอกชนหลังพบ แจ็ค หม่าและผู้นำธุรกิจจีน
2. หุ้น Tencent พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจาก DeepSeek ถูกนำมาใช้บน WeChat
3. สหรัฐฯ ถามยุโรปถึงแนวทางตอบโต้ หากกองกำลังรักษาสันติภาพในเคียฟถูกโจมตี
4. OPEC+ อาจเลื่อนแผนเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันเดือนเมษายน ท่ามกลางตลาดที่ยังเปราะบาง
5. ผู้ว่าการเฟด วอลเลอร์ หนุนชะลอการลดดอกเบี้ย จนกว่าภาวะเงินเฟ้อจะผ่อนคลาย
5 ประเด็นสำคัญที่คุณต้องรู้ สำหรับวันนี้ 18 กุมภาพันธ์ 2568
1. สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณสนับสนุนภาคเอกชนหลังพบ แจ็ค หม่าและผู้นำธุรกิจจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จัดประชุมกับ แจ็ค หม่า ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba และกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำของประเทศจีน โดยส่งสัญญาณสนับสนุนภาคเอกชนจากที่ก่อนหน้าเคยควบคุมอย่างเข้มงวด สี จิ้นผิง เน้นย้ำถึงความสำคัญของภาคเอกชนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมให้คำมั่นว่าจะยกเลิกค่าปรับและค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เท่าเทียมมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเตรียมทบทวนกฎหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนเพิ่มเติม นักวิเคราะห์มองว่าการพบปะนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในจีน อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอคอยมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากรัฐบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
2. หุ้น Tencent พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจาก DeepSeek ถูกนำมาใช้บน WeChat หุ้น Tencent พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 หลังจากบริษัทประกาศบูรณาการ DeepSeek AI เข้ากับระบบค้นหาของ WeChat ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อนวัตกรรมของบริษัท โดย Tencent ระบุว่า การรวม AI ของ DeepSeek เข้ากับ WeChat จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้และขยายขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของจีนที่กำลังเร่งนำ AI มาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้าน Goldman Sachs คาดว่าการเติบโตของ AI อาจช่วยเพิ่มกำไรต่อหุ้นของจีนได้ 2.5% ต่อปี ในทศวรรษหน้า
3. สหรัฐฯ ถามยุโรปถึงแนวทางตอบโต้ หากกองกำลังรักษาสันติภาพในเคียฟถูกโจมตี สหรัฐฯ ขอให้ยุโรประบุแนวทางรับประกันความมั่นคงของยูเครน และวิธีตอบโต้หากกองกำลังรักษาสันติภาพที่อาจถูกส่งไปยังเคียฟตกเป็นเป้าหมายของรัสเซีย คีธ เคลล็อก ที่ปรึกษาพิเศษด้านยูเครนของทรัมป์ จะหารือกับเจ้าหน้าที่ยุโรปก่อนเสนอทางเลือกให้ทำเนียบขาว ขณะที่ยุโรปยังไม่มีท่าทีชัดเจน ผู้นำอียูเตรียมหารือที่ปารีสเพื่อตอบสนองต่อท่าทีของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเร่งเจรจากับรัสเซีย อันนาเลนา แบร์บ็อค รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ระบุว่ายุโรปอาจเสนอมาตรการกลาโหมขนาดใหญ่ ส่วนอังกฤษพร้อมส่งกองกำลังรักษาสันติภาพหากจำเป็น ด้านโปแลนด์ปฏิเสธส่งทหารแต่พร้อมให้การสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ โดยรัฐบาลทรัมป์ยังเรียกร้องให้ยุโรปเพิ่มการสนับสนุนยูเครน และเข้มงวดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงจัดการกับองค์กรที่ช่วยเหลือมอสโกผ่านประเทศที่สาม
4. OPEC+ อาจเลื่อนแผนเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันเดือนเมษายน ท่ามกลางตลาดที่ยังเปราะบาง OPEC+ กำลังพิจารณาเลื่อนการเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันที่เดิมมีกำหนดเริ่มในเดือนเมษายน แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ลดราคาน้ำมันลง โดยตัวแทนของกลุ่มระบุว่าตลาดน้ำมันยังเปราะบางเกินไปสำหรับการเพิ่มอุปทาน โดยการเลื่อนครั้งนี้อาจเป็นครั้งที่สี่ที่ OPEC+ ชะลอแผนเพิ่มกำลังผลิต ซึ่งปัจจุบันวางเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิต 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2026แม้ว่าราคาน้ำมัน (BRENT) จะอยู่ที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอสำหรับหลายประเทศสมาชิกในกลุ่ม OPEC ในการรักษาสมดุลทางการคลัง นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากเดินหน้าตามแผน อาจทำให้ตลาดน้ำมันเกิดภาวะล้นอุปทาน ขณะที่ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความผันผวน
5. ผู้ว่าการเฟด วอลเลอร์ หนุนชะลอการลดดอกเบี้ย จนกว่าภาวะเงินเฟ้อจะผ่อนคลาย คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน และยังไม่ควรลดดอกเบี้ยจนกว่าภาวะเงินเฟ้อจะปรับตัวลงอย่างชัดเจน วอลเลอร์กล่าวว่า หากเงินเฟ้อในปีนี้ปรับตัวคล้ายปี 2024 เฟดอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปรับค่าเงินเฟ้อตามฤดูกาล ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขในช่วงต้นปีดูสูงกว่าความเป็นจริง วอลเลอร์ย้ำว่าเฟดต้องดำเนินนโยบายตามข้อมูลจริงที่เกิดขึ้น แม้เผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และเตือนว่าการรอให้สถานการณ์ชัดเจนอาจทำให้เฟดดำเนินนโยบายล่าช้า
ประเด็นที่ต้องติดตาม: อัตราการว่างงานของอังกฤษ เดือน ธ.ค. 2024 คาดว่าจะรายงานที่ 4.4% จากช่วงก่อนหน้าที่ 4.4%, ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีเดือน ก.พ. คาดว่าจะรายงานออกมาที่ 15 จุด จากช่วงก่อนหน้าที่ 10.3 จุด และอัตราเงินเฟ้อของแคนาดา เดือน ม.ค. คาดว่าจะรายงานออกมาที่ 1.8% จากช่วงก่อนหน้าที่ 1.8%
มุมมองการลงทุน INVX – คาดตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในสัปดาห์นี้มีโอกาสฟื้นตัวต่อท่ามกลางความผันผวน หลังนักลงทุนในตลาดซึมซับข่าวประเด็นการขึ้นภาษีของทรัมป์ไปบางส่วน ประกอบกับทิศทางการรายงาน FOMC minute ที่จะออกมานั้นอาจจะไม่ได้แตกต่างไปจากการแถลงของพาวเวลล์ต่อหน้าคองเกรสเท่าใดนัก ในขณะที่ประเด็นการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-ยูเครน-รัสเซีย จะเป็นตัวแปรหลักต่อราคาทองคำในสัปดาห์นี้ สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว (6 - 12 เดือนขึ้นไป) ทาง INVX ยังคงแนะนำทยอยสะสมการลงทุนตลาดหุ้นเวียดนาม ตลอดจนหุ้นขนาดเล็กและกลุ่มการเงินสหรัฐฯ หลังผลการเลือกตั้งได้ข้อสรุป โดย INVX มองในระยะอีก 1 ปี ต่อจากนี้นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จะเน้นประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก จึงทำให้หุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้เยอะกว่าประเทศอื่นๆ
📌 [Event Play] (ระยะสั้น 1-3 เดือน) INVX แนะนำลงทุนใน
กองทุน DAOL-KOREAEQ หุ้นเกาหลีใต้หลังการฟื้นตัวของดัชนีภาคการผลิตและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว
กองทุน AFMOAT-HA หุ้นสหรัฐฯคุณภาพดี กระจายการลงทุนในธุรกิจที่มีปราการแข็งแกร่งและไม่กระจุกตัวในหุ้นใหญ่
กองทุน K-CHINA-A(A) หุ้นจีนเน้นการบริโภคที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในช่วงต่อจากนี้
📌 [Theme play] (ระยะยาว 6-12 เดือน) INVX แนะนำลงทุนใน
กองทุน BGOLD ทองคำได้แรงหนุนจากอุปสงค์จากธนาคารกลางทั่วโลก และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
กองทุน ASP-USSMALL-A หุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็กคุณภาพดี จากแนวโน้มการฟื้นตัวกำไรและมีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่นในระยะข้างหน้า รวมถึงได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A จากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง และกำไรเติบโตดี รวมถึงมีมูลค่าที่น่าสนใจ
กองทุน UGIS-N การลงทุนตราสารหนี้โลก เพื่อกระจายความเสี่ยงและรับผลตอบแทนช่วงดอกเบี้ยขาลง
กองทุน TUSFIN-A ลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐฯ รับประโยชน์จากนโยบายของ Trump 2.0