Café Invest
Markets

Bitcoin บวกเกือบ 25% แรงสุดในรอบ 10 เดือน สวนสถิติเดือนสิงหาคมที่เคยติดลบ 9 ใน 14 ครั้ง จับตาทิศทางตลาดเดือนกันยายน

Bitcoin บวกเกือบ 25% แรงสุดในรอบ 10 เดือน สวนสถิติเดือนสิงหาคมที่เคยติดลบ 9 ใน 14 ครั้ง จับตาทิศทางตลาดเดือนกันยายน
  • Bitcoin ปิดเดือนสิงหาคมด้วยผลตอบแทนเกือบ 25% ก่อนเข้าสู่ช่วงพักฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มชิป ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัว และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้
  • Bitcoin ปิดเดือนสิงหาคมพุ่งเกือบ 25% สวนทาง Seasonality ในอดีต: จากข้อมูลทางสถิติ เดือนสิงหาคมให้ผลตอบแทนติดลบถึง 9 จาก 14ครั้งทำให้เดือนกันยายนเป็นบททดสอบว่าราคาขึ้นรอบนี้คือการกลับตัว หรือเป็นเพียงการปรับขึ้นเพื่อลงต่อ
  • Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 2 สัปดาห์: U.S. Spot Bitcoin ETFs มีเงินไหลเข้าสุทธิรวมกว่า $2.84 พันล้าน สอดคล้องกับ Bitcoin ที่ฟื้นจาก $64,000 สะท้อนว่าแรงซื้อจากสถาบันยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนตลาด
  • Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน: Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 4,603 BTC มูลค่า $369.7 ล้าน ทำให้ถือรวม 845,050 BTC อย่างไรก็ตาม เงินทุนมาจากการขายหุ้น MSTR ผ่านโครงการ ATM จึงเป็นบวกต่อ Demand ของ Bitcoin แต่ผู้ถือ MSTR ต้องประเมินผลกระทบจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นควบคู่กัน
  • ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์: ISM Non-Manufacturing PMI เดือน ส.ค. รายงานวันที่ 3 ก.ย. ตลาดคาด 54.1 หากสูงกว่าคาดอาจเพิ่มความกังวลว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย แต่หากต่ำกว่าคาดจะเพิ่มความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ Nonfarm Payrolls วันที่ 4 ก.ย. ตลาดคาด 58k หากสูงกว่าคาดจะกดดันสินทรัพย์ดิจิทัล แต่หากใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคาดจะช่วยหนุนราคาในระยะถัดไป

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา

Bitcoin ปิดเดือนสิงหาคมด้วยผลตอบแทนเกือบ 25% ก่อนเข้าสู่ช่วงพักฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มชิป ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัว และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้

ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบ โดยทำจุดต่ำสุดบริเวณ 77,300 ดอลลาร์ และจุดสูงสุดที่ 79,250 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum เคลื่อนไหวระหว่าง 2,400–2,480 ดอลลาร์

ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์

สำหรับประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้คือ ISM Non-Manufacturing PMI หรือดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของเดือน ส.ค. ที่จะมีการรายงานในวันที่ 3 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 54.1 หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด จะสะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยและกดดันราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ในทางกลับกัน หากตัวเลขต่ำกว่าคาดจะช่วยเพิ่มความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อย่างไรก็ดี หากดัชนีทรุดตัวลงต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งเป็นระดับที่สะท้อนถึงการหดตัวของภาคบริการ จะเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจพลิกกลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างหนักจากความกังวลด้านภาวะเศรษฐกิจถดถอย

อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญคือ Nonfarm Payrolls หรือยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของเดือน ส.ค. ที่จะรายงานในวันที่ 4 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 58k สะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอความร้อนแรงลง หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นปัจจัยกดดันเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคาด จะลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพคล่องและช่วยหนุนทิศทางราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะถัดไป

Big Cap Performance

Key Highlight 1: Bitcoin ปิดสิงหาคมพุ่งเกือบ 25% — ราคาขึ้นรอบนี้คือการกลับตัว หรือเพียงปรับตัวขึ้นเพื่อลงต่อ?

Source : Coinglass as of 2 September 2026

Bitcoin ปิดเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยผลตอบแทนเกือบ +25% สวนทางกับ Seasonality ในอดีต เนื่องจากเดือนสิงหาคม มักเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลง โดยมีถึง 9 ครั้ง ใน 14 ครั้ง

การขึ้นแรงในเดือนสิงหาคมจึงทำให้เดือนกันยายน กลายเป็นเดือนสำคัญสำหรับการยืนยันทิศทางตลาด ว่า Momentum ที่เกิดขึ้นจะสามารถดำเนินต่อได้หรือไม่ หลัง Bitcoin ปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน

จับตา เดือน กันยายน มี 2 Scenario

Scenario แรก: หาก Bitcoin สามารถรักษาระดับราคาหลัง Rally และเดินหน้าปรับขึ้นต่อได้ อาจสะท้อนว่าแรงซื้อรอบนี้แข็งแรงพอที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับ Seasonality และเพิ่มน้ำหนักต่อมุมมองว่าจุดต่ำสุดของรอบอาจผ่านไปแล้ว

ในทางกลับกัน Scenario ที่สอง: การขึ้นเกือบ 25% ในเดือนสิงหาคมอาจยังเป็นเพียงการปรับตัวขึ้นเพื่อลงต่อ โดยเฉพาะหากโครงสร้างตลาดในภาพใหญ่ยังไม่สามารถยืนยันการกลับตัวได้ การปรับขึ้นแรงอาจเปิดโอกาสให้ผู้ถือเดิมขายทำกำไร เพิ่ม Supply กลับเข้าสู่ตลาด และนำไปสู่การพักฐานอีกครั้งในเดือนกันยายน

ข้อมูลจากทางสถิต (Seasonality) อย่างเดียวไม่พอ ต้องดู Demand ควบคู่กัน

อย่างไรก็ตาม Seasonality ไม่ควรถูกใช้เป็นสัญญาณซื้อหรือขายเพียงปัจจัยเดียว เพราะสภาพตลาดในแต่ละรอบแตกต่างกัน โดยเฉพาะปัจจุบันที่ยังมีตัวแปรจาก Spot Bitcoin ETF Flow, On-chain Demand, ระดับ Leverage รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยและ Bond Yield ของสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทต่อราคา

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาในเดือนกันยายนไม่ใช่เพียงว่า Bitcoin จะทำซ้ำสถิติในอดีตหรือไม่ แต่คือ แรงซื้อที่ผลักดัน BTC ขึ้นเกือบ 25% ในเดือนสิงหาคมจะสามารถรับแรงขายทำกำไรและรักษา Momentum ต่อได้หรือไม่

และหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่จะช่วยตอบคำถามนี้ คือทิศทางของเงินลงทุนผ่าน Spot Bitcoin ETF

Key Highlight 2 : Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลเข้าสุทธิต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ สอดคล้องกับการฟื้นตัวของราคา Bitcoin

แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันผ่าน U.S. Spot Bitcoin ETFs กลับมาอย่างชัดเจน โดยมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิราว $1.92 พันล้านในสัปดาห์วันที่ 17–21 ส.ค. และอีกประมาณ $924 ล้านในสัปดาห์วันที่ 24–28 ส.ค. รวม 2 สัปดาห์กว่า $2.84 พันล้าน

กระแสเงินทุนดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับราคา Bitcoin ที่ฟื้นตัวจากบริเวณ $64,000 สู่ประมาณ $79,000 หรือเพิ่มขึ้นราว 23%แม้วันที่ 28 ส.ค. จะมีเงินไหลออกสุทธิ $202 ล้าน แต่ล่าสุดวันที่ 31 ส.ค. กลับมามีเงินไหลเข้าอีก $217 ล้าน สะท้อนว่าแรงซื้อผ่าน ETF ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของ Bitcoin รอบนี้

Key Highlight 3: Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin ครั้งแรกในรอบ 2 เดือน เพิ่ม 4,603 BTC

Strategy เข้าซื้อ Bitcoin เพิ่ม 4,603 BTC มูลค่ารวม $369.7 ล้าน ที่ราคาเฉลี่ย $80,318 ต่อ BTC ในช่วงวันที่ 24–30 ส.ค. 2026 ส่งผลให้บริษัทถือ Bitcoin รวมเพิ่มเป็น 845,050 BTC ด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว $75,412 ต่อ BTC

จุดที่น่าสนใจคือ การกลับมาซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง Bitcoin ฟื้นกลับมาเหนือต้นทุน ของ Strategy สะท้อนว่าบริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Bitcoin Treasury แม้ราคาจะปรับขึ้นมาแล้วจากระดับต่ำก่อนหน้า

การซื้อดังกล่าวยังเพิ่มอีกหนึ่งความต้องการให้กับตลาด นอกเหนือจากแรงซื้อผ่าน Spot Bitcoin ETF

เงินซื้อ Bitcoin มาจากการระดมทุนผ่าน MSTR

อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาที่มาของเงินทุนควบคู่กันด้วย เนื่องจากเงินสำหรับการซื้อ Bitcoin รอบนี้ไม่ได้มาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานโดยตรง โดย Strategy ขายหุ้นสามัญ MSTR ผ่านโครงการ At-the-Market (ATM) จำนวนประมาณ 4.53 ล้านหุ้น ซึ่งสร้างเงินสุทธิรวม $602.8 ล้าน บริษัทนำเงินดังกล่าวไปใช้ใน 4 ส่วน ได้แก่ $369.7 ล้านสำหรับซื้อ Bitcoin, $151.8 ล้านสำหรับซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ STRC, $30 ล้านเพิ่มเข้า USD Cash และอีก $50.7 ล้านสำหรับจ่ายเงินปันผลของ STRC

หลังธุรกรรมดังกล่าว Strategy มี USD Reserve $5.10 พันล้าน และ USD Cash $1.61 พันล้าน ณ วันที่ 30 ส.ค. สะท้อนว่าบริษัทยังคงเดินหน้าสะสม Bitcoin ควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องและบริหารโครงสร้างทุน

Strategy กลับมาซื้อ Bitcoin เป็นบวกต่อ BTC แต่ผู้ถือ MSTR ต้องจับตาผลจากการออกหุ้นเพิ่ม

การกลับมาซื้อของ Strategy สะท้อนว่า Corporate Demand เริ่มกลับมาอีกครั้ง และช่วยเพิ่มแรงซื้ออีกหนึ่งช่องทางในช่วงที่ตลาดกำลังเข้าสู่เดือนกันยายน

แต่สำหรับ MSTR ต้องพิจารณาอีกด้านหนึ่งด้วย เพราะการซื้อ Bitcoin รอบนี้เกิดจากการออกและขายหุ้นเพิ่ม ดังนั้น แม้บริษัทจะถือ Bitcoin มากขึ้น แต่จำนวนหุ้นและโครงสร้างทุนก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

จึงควรมองสองมุม คือ สำหรับ Bitcoin คือความต้องการจาก Corporate Treasury แต่สำหรับ MSTR ต้องประเมินว่าการเพิ่ม Bitcoin สามารถสร้างมูลค่าต่อหุ้นได้มากพอที่จะชดเชยผลจากการออกหุ้นเพิ่มหรือไม่

มุมมองทางด้านเทคนิค

BTC

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อพักตัวหลังขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ และกรอบบน Sideways ขณะที่ RSI ทรงตัวเหนือระดับ 50 เล็กน้อย และยังอยู่ในโซน Bullish ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ทั้งนี้ หากราคายังสามารถยืนเหนือกรอบล่างบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ ประเมินว่าเป็นการพักตัวในช่วงสั้น แต่หากหลุดต่ำลงมามีโอกาสลงต่อถึงกรอบล่าง Sideways

แนวรับ: 72,000-69,000 ดอลลาร์

แนวต้าน: 82,500-87,000 ดอลลาร์

ETH

ภาพรายสัปดาห์ ราคาย่อพักตัวหลังขึ้นทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ และกรอบบน Sideways ขณะที่ RSI ทรงตัวเหนือระดับ 50 เล็กน้อย และยังอยู่ในโซน Bullish ส่วน MACD อยู่เหนือ Signal Line และใกล้ขึ้นมาเหนือแกน 0 ทั้งนี้ หากราคายังสามารถยืนเหนือกรอบล่างบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ ประเมินว่าเป็นการพักตัวในช่วงสั้น แต่หากหลุดต่ำลงมามีโอกาสลงต่อถึงจุดต่ำเดิม

แนวรับ: 2,100-1,950 ดอลลาร์

แนวต้าน: 2,600-2,850 ดอลลาร์

คำเตือน

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

Bitcoin บวกเกือบ 25% แรงสุดในรอบ 10 เดือน สวนสถิติเดือนสิงหาคมที่เคยติดลบ 9 ใน 14 ครั้ง จับตาทิศทางตลาดเดือนกันยายน | Café Invest