1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ขณะที่น้ำมันพุ่งรับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน กดดัน Sentiment การลงทุน
2. สหรัฐฯ เสริมกำลังตะวันออกกลางครั้งใหญ่สุดในรอบสองทศวรรษ กดดันอิหร่านเจรจานิวเคลียร์ เสี่ยงยกระดับความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์
3. ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ลดลงมากสุดตั้งแต่ พ.ย. 2025 เหลือ 206,000 ราย แต่ Continuing Claims ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
4. BofA ทุ่มเงิน $25,000 ล้าน รุกตลาด Private Credit ตามรอย JPMorgan–Goldman รับตลาดมูลค่า $1.8 ล้านล้าน
5. IMF คงประมาณการเศรษฐกิจจีนปี 2569 ที่ 4.5% และแสดงความเห็นว่าจีนควรเร่งปฏิรูปโครงสร้าง ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ในประเทศ
6. กรมอุตุฯ ไทยคาดปีนี้อากาศจะร้อนกว่าปกติจากปรากฎการณ์ El Nino มองอากาศร้อนเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก
7. รมว. พาณิชย์เผยไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หากรัฐบาลไทยจัดตั้งได้ตามกำหนด คาดสามารถได้ข้อสรุปภายใน ก.ค. 69
Bites for Breakfast
By INVX Investment Products & Strategy
20 February 2026
1. ตลาดการเงินผันผวนจากความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหนุนราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดย WTI ปรับขึ้น 2.4% ปิดที่ 66.73 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ทองคำทรงตัวใกล้ 5,000 ดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านตลาดหุ้นปรับลดลง S&P 500 -0.3%, Nasdaq 100 -0.4% และ Dow Jones -0.5% แม้ Russell 2000 บวก 0.2% ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงเล็กน้อยสู่ 4.07% ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าเล็กน้อย นักลงทุนยังจับตาข้อมูล GDP ไตรมาส 4 และดัชนีเงินเฟ้อ PCE ที่จะประกาศวันศุกร์นี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ
2. กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระดมกำลังทางทหารในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ พร้อมเครื่องบินรบและเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการโจมตีต่อเนื่องร่วมกับอิสราเอลได้ หากการเจรจาล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังรวมถึงการตอบโต้จากอิหร่าน ซึ่งอาจโจมตีฐานทัพหรือปิดช่องแคบ Hormuz เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่ากำลังรอคำตอบจากอิหร่านภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์ข้างหน้า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นบวกต่อน้ำมัน ทองคำและหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense)
3. จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 ราย ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นการปรับลดมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 และต่ำกว่าคาดการณ์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการปลดพนักงานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยในรอบปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการใหม่ลดต่ำกว่า 210,000 เพียงไม่กี่ครั้ง อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้รับสวัสดิการต่อเนื่อง (continuing claims) เพิ่มขึ้นสู่ 1.87 ล้านราย สูงกว่าเดือนมกราคมเล็กน้อย ขณะที่ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์อยู่ที่ 219,000 ราย แทบไม่เปลี่ยนแปลง บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังมีเสถียรภาพ
4. Bank of America เตรียมจัดสรรเงินทุนของตนเอง 25,000 ล้านดอลลาร์เพื่อทำดีล private credit เข้าร่วมกับธนาคารรายใหญ่อื่นที่รุกตลาด private credit ซึ่งมีมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ ธนาคารจะลงทุนผ่านฝ่าย capital markets ภายใต้ธุรกิจวาณิชธนกิจ และแต่งตั้ง Anand Melvani เป็นหัวหน้าฝ่าย private credit ขณะที่ Scott Wiate ดูแลด้าน structuring และ underwriting ก่อนหน้านี้ JPMorgan จัดสรรงบ 50,000 ล้านดอลลาร์ และ Goldman Sachs ขยายบทบาทผ่านธุรกิจ asset management การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงจับตาความเสี่ยงด้านคุณภาพสินเชื่อและมูลค่าทรัพย์สิน หลัง Blue Owl จำกัดการไถ่ถอน และ BlackRock เปิดเผยการปรับลดมูลค่าบางกองทุน
5. IMF คงประมาณการเติบโตเศรษฐกิจจีนปี 2569 ที่ 4.5% ตามเดิม แม้ได้เตือนถึงความเสี่ยงอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และได้แสดงความคิดเห็นว่าจีนควรเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ในประเทศ และลดการพึ่งพาการส่งออก
6. กรมอุตุฯ เตือนไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ก.พ. ไปจนถึงช่วงกลาง พ.ค. 69 และคาดปีนี้อากาศจะร้อนกว่าในปี 2568 จากปรากฎการณ์ El Nino สอดคล้องกับที่ NOAA พยากรณ์ไว้ มองอากาศร้อนจัดเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีกอย่าง OSP CBG CPALL จากความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
7. รมว. พาณิชย์เผยไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุป รวมถึงการทำข้อตกลงภาษีตอบโต้ (ART Text) แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังรอความเห็นชอบในระดับนโยบาย หากรัฐบาลไทยจัดตั้งได้ตามกำหนด คาดจะสามารถได้ข้อสรุปได้ภายใน ก.ค. 69
ประเด็นที่ต้องติดตาม: Core PCE Price Index MoM ของสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. คาดว่าจะออกมาที่ 0.2% จากก่อนหน้าที่ 0.2% และ HCOB Manufacturing PMI Flash ของยุโรป เดือน ก.พ. คาดว่าจะออกมาที่ 50.0 จากก่อนหน้าที่ 49.5