EU เตรียมขยายมาตรการจำกัดนำเข้าสินค้าจีนจากรถยนต์ไปยังเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และพลังงานสะอาด เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปและลดการขาดดุลการค้า โดยเรายังมองบวกต่อ BASF, Arkema และ Lanxess ที่อาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่ลดลง ขณะที่ฝั่งจีนชอบ Haier และ Midea ซึ่งมีฐานผลิตต่างประเทศช่วยลดผลกระทบ แต่ยังต้องระวังความเสี่ยงการตอบโต้จากจีนและมาตรการเพิ่มเติมของ EU
EU–China Trade War: ยุโรปขยายมาตรการกีดกันสินค้าจีน beyond รถยนต์

EU–China Trade War: ยุโรปขยายมาตรการกีดกันสินค้าจีน beyond รถยนต์
1. EU ยกระดับมาตรการการค้า จากอุตสาหกรรมรถยนต์สู่การปกป้องภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง
สหภาพยุโรป (EU) ส่งสัญญาณยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้าต่อจีน หลังการประชุมผู้นำ EU วันที่ 15–16 ต.ค. 2026 โดยเตรียมขยายข้อจำกัดการนำเข้าสินค้าจีนไปยังอุตสาหกรรมอื่น นอกเหนือจากรถยนต์ หลังจาก EU และจีนบรรลุข้อตกลงจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีนไว้ที่ 350,000 คันต่อปีในระยะแรก เทียบกับปริมาณส่งออกที่คาดว่าอาจสูงถึง 800,000 คันในปี 2026 หรือคิดเป็นการลดลงมากกว่า 50% ทั้งนี้ EU มองว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าในระยะยาว
แรงกดดันสำคัญมาจากการขาดดุลการค้าสินค้าของ EU กับจีนที่สูงถึง €360bn ในปี 2025 หรือเฉลี่ยมากกว่า €1bn ต่อวัน ขณะที่การส่งออกสินค้าจีนไปยัง EU เดือน ก.ย. 2026 เพิ่มขึ้น 36% YoY ส่งผลให้ผู้ผลิตยุโรปเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเยอรมนี ซึ่งเริ่มเปลี่ยนจุดยืนจากการระมัดระวังความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน มาเป็นการสนับสนุนมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น
2. อุตสาหกรรมที่เสี่ยงถูกควบคุมเพิ่มเติม ครอบคลุมเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และพลังงานสะอาด
คณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มประเมินข้อมูลการนำเข้าสินค้าจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมกับราคาที่ลดลง ซึ่งอาจสะท้อนปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม โดยมีข้อเสนอให้ใช้มาตรการจำกัดปริมาณนำเข้าเช่นเดียวกับรถยนต์ไฮบริด
อุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาประกอบด้วย
· เคมีภัณฑ์ พลาสติก และโลหะผสม: เป็นกลุ่มที่ฝรั่งเศสเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการ เพื่อปกป้องผู้ผลิตยุโรปที่เผชิญการแข่งขันด้านต้นทุนจากจีน
· เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า: มีความเสี่ยงจากการนำเข้าสินค้าจีนในปริมาณสูงและการแข่งขันด้านราคา
· หุ่นยนต์และพลังงานสะอาด: ครอบคลุมอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต
· อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน: เป็นอุตสาหกรรมที่อาจถูกพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีปริมาณส่งออกจากจีนสูง แม้ยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลัก
จากข้อมูลคณะกรรมาธิการยุโรปช่วง เม.ย. 2025–มี.ค. 2026 พบสินค้าที่มีสัญญาณความเสี่ยงรวม 869 รายการ โดยกลุ่มที่มีจำนวนรายการถูกจับตามองสูง ได้แก่ เครื่องจักร 126 รายการ เสื้อผ้าและสิ่งทอ 123 รายการ โลหะ 116 รายการ เคมีภัณฑ์ 98 รายการ และอุปกรณ์ไฟฟ้า 78 รายการ อย่างไรก็ตาม การถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังไม่ได้หมายความว่าจะถูกจำกัดนำเข้าทั้งหมด
3. EU เตรียมเพิ่มอำนาจปิดตลาด ขณะที่จีนขู่ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้า
EU เตรียมพัฒนาเครื่องมือทางการค้าใหม่ที่สามารถจำกัดหรือระงับการเข้าถึงตลาดร่วมยุโรป ซึ่งมีผู้บริโภคราว 450 ล้านคน ในกรณีที่ประเทศคู่ค้าใช้มาตรการกดดันหรือสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ EU อย่างรุนแรง โดยตั้งเป้านำเสนอข้อเสนอภายในเดือน ธ.ค. 2026 พร้อมมาตรการลดการพึ่งพาผู้จัดหาวัตถุดิบจากประเทศเดียว และกลไกช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม มาตรการปิดตลาดยังเป็นเพียงเครื่องมือที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และถูกวางให้ใช้ในสถานการณ์รุนแรงมากกว่าการบังคับใช้ทั่วไป ขณะที่จีนเตือนว่าจะตอบโต้หาก EU เพิ่มข้อจำกัดที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าจีน โดยจีนยังมีอำนาจต่อรองจากการครอบครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ซึ่ง EU นำเข้าจากจีนประมาณ 46% และพึ่งพาจีนสำหรับแร่หายากชนิดหนักถึง 100% ตามข้อมูลที่ระบุในบทความ Bloomberg
ประเด็นดังกล่าวสร้างความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด และการป้องกันประเทศของยุโรป เนื่องจากจำเป็นต้องใช้แม่เหล็กถาวรและวัตถุดิบสำคัญจากจีน จึงประเมินว่า EU มีแนวโน้มใช้มาตรการแบบเจาะจงรายอุตสาหกรรมมากกว่าการปิดตลาดทั้งหมด เพื่อลดโอกาสเกิดสงครามการค้าที่กระทบเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย
4. ผู้ผลิตจีนที่มีฐานการผลิตต่างประเทศได้เปรียบ โดยเฉพาะ Haier และ Midea
การขยายข้อจำกัดนำเข้ามีแนวโน้มสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตจีนที่พึ่งพาการส่งออกจากประเทศจีนโดยตรง กับบริษัทขนาดใหญ่ที่กระจายฐานการผลิตไปต่างประเทศแล้ว โดย Bloomberg Intelligence ประเมินว่า Haier Smart Home และ Midea Group มีความสามารถรองรับความเสี่ยงได้ดีกว่าผู้ผลิตรายเล็ก เนื่องจากมีเครือข่ายการผลิตนอกจีนที่สามารถช่วยลดการพึ่งพาการส่งออกจากประเทศต้นทาง
· Haier Smart Home (6690 HK / 600690 CH): มีความได้เปรียบจากเครือข่ายการผลิตและแบรนด์ในต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากมาตรการที่พิจารณาตามแหล่งกำเนิดสินค้า และสนับสนุนความสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดยุโรป
· Midea Group (0300 HK / 000333 CH): ได้ประโยชน์จากการกระจายฐานการผลิตและความสามารถบริหารห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ช่วยรองรับความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเข้าได้ดีกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพาโรงงานในจีนเป็นหลัก
· ผู้ผลิตรถยนต์จีน ได้แก่ BYD, Geely และ SAIC: เผชิญความเสี่ยงจากข้อจำกัดรถยนต์ไฮบริดโดยตรง แต่บริษัทที่มีโรงงานผลิตในยุโรปจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า ขึ้นอยู่กับกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและเงื่อนไขของมาตรการ
· ทั้งนี้ การมีฐานผลิตนอกจีนไม่ได้รับประกันว่าจะหลีกเลี่ยงข้อจำกัดได้ทั้งหมด เนื่องจาก EU อาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า สัดส่วนการผลิตภายในประเทศ หรือการป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการเพิ่มเติม
5. มุมมอง InnovestX : บวกต่อผู้ผลิตยุโรป แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานจีน
ประเมินว่าการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของ EU เป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อผู้ผลิตยุโรปที่เผชิญการแข่งขันด้านราคาจากจีน โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่บริษัทจีนที่มีฐานการผลิตกระจายตัวทั่วโลกจะมีความได้เปรียบในการรักษาตลาดส่งออกมากกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพาจีนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การตอบโต้จากจีนและต้นทุนวัตถุดิบที่อาจเพิ่มขึ้นยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
กลุ่ม / หุ้น | ผลกระทบ | มุมมองการลงทุน |
|---|---|---|
BASF (BAS GR), Arkema (AKE FP), Lanxess (LXS GR) | บวก | อาจได้รับประโยชน์จากการลดการแข่งขันด้านราคาของเคมีภัณฑ์จีน แต่ยังต้องติดตามต้นทุนพลังงาน |
Siemens (SIE GR), Schneider Electric (SU FP) | บวกแบบมีเงื่อนไข | อาจได้ประโยชน์จากการปกป้องผู้ผลิตอุตสาหกรรมยุโรป แต่เสี่ยงต้นทุนชิ้นส่วนและการตอบโต้จากจีน |
Haier (6690 HK), Midea (0300 HK) | ทนทานกว่ากลุ่ม | มีฐานการผลิตต่างประเทศช่วยลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดนำเข้า |
BYD (1211 HK), Geely (175 HK), SAIC (600104 CH) | ลบระยะสั้น | เสี่ยงจากข้อจำกัดรถยนต์ไฮบริด แต่การขยายฐานผลิตยุโรปช่วยลดผลกระทบระยะยาว |
LONGi (601012 CH), JinkoSolar (JKS US) | เสี่ยง | อาจได้รับผลกระทบหาก EU ขยายข้อจำกัดไปยังอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ |
เราให้น้ำหนักเชิงบวกแบบคัดเลือกต่อ BASF, Arkema และ Lanxess ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์ที่เป็นไปได้จากมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมยุโรป แต่ยังไม่ควรสะท้อนผลบวกเต็มที่จนกว่าจะมีรายละเอียดมาตรการชัดเจน ส่วนหุ้นจีนชอบ Haier และ Midea มากกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพาการส่งออกโดยตรง ขณะที่กลุ่มรถยนต์และพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนควรระมัดระวังความเสี่ยงด้านนโยบายและการปรับลดอัตรากำไร โดยประเด็นติดตามสำคัญคือข้อเสนอของ EU ในเดือน ธ.ค. 2026 และท่าทีตอบโต้ของจีนในการเจรจาช่วงต้นปี 2027
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

