Café Invest
Research

ทุนไหลเข้าสหรัฐและเอเชียเหนือจาก Fed Hawkish และ AI, ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในช่วงที่เหลือของปี, ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัว

ทุนไหลเข้าสหรัฐและเอเชียเหนือจาก Fed Hawkish และ AI, ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในช่วงที่เหลือของปี, ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัว
  • ในเดือนมิถุนายน โครงสร้างเงินทุนสะท้อนภาวะ Risk-on โดยไหลเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น สวนทางกับเอเชียเหนือ (จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น) ที่ไหลออก เมื่อจำแนกตามสินทรัพย์ ตราสารทุน (equity) เป็นปลายทางหลักที่ +2.44 แสนล้านดอลลาร์ เข้าสู่หุ้นในกลุ่มBlend/Passive และ Growth ตามธีม AI ขณะที่ตราสารหนี้ยังมีเงินไหลเข้าที่ 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ บ่งว่าเป็นการ ล็อกอัตราผลตอบแทน (lock-in yield) ก่อนเข้าสู่ภาวะ higher-for-longer สวนทางกับโภคภัณฑ์ที่ถูกเทขายถึง -8.4 หมื่นล้านดอลลาร์จากการคลายตัวของ war premium ในมิติภูมิภาค กระแสเงินไหลเข้าอเมริกาเหนือสุทธิ +2.9 แสนล้านดอลลาร์ ตรงข้ามกับเอเชียที่ไหลออก -2.6 หมื่นล้าน นำโดยจีนและญี่ปุ่น โดยมีเพียงไต้หวันและเกาหลีใต้ที่ยังดูดเงินเข้าในฐานะตัวแทน (proxy) ของห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์
  • INVX มองว่าเป็นผลจากปัจจัยสามประการ (1) การส่งสัญญาณเชิง hawkish ของ Fed ภายใต้ประธาน Kevin Warsh ที่แม้คงดอกเบี้ยกรอบ 3.5–3.75% แต่ปรับ dot plot ปลายปี 2026 ขึ้นเป็น 3.8% ท่ามกลาง CPI ที่เร่งตัวแตะ 4.2% หนุนภาพ higher-for-longer และค่าเงินดอลลาร์ (2) ข้อตกลงสงบศึกสหรัฐฯ–อิหร่านที่กดราคา Brent ลงเกือบ 19% จนทรงตัวราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดแรงเทขายโภคภัณฑ์ และ (3) การเปลี่ยนกลุ่ม (rotation) เข้าสู่ธีมเซมิคอนดักเตอร์ที่ดันดัชนี KOSPI และไต้หวันขึ้นราว 90% และ 50% ทำให้เงินไหลออกจากจีนและญี่ปุ่น (แม้ Nikkei ทำจุดสูงสุดใหม่) เข้าสู่ศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดแวร์แทน สำหรับไทย แม้ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิเล็กน้อยที่ +82 ล้านดอลลาร์ จากสถานะตลาดเชิงตั้งรับค่าเบต้า (beta) ต่ำและการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ แต่กระแสเงินยังไหลเข้าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับไต้หวัน/เกาหลี สะท้อนว่าไทยยังไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จาก ธีม AI ที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเงินทุนเอเชียในรอบนี้

  • ค่าเงินบาท (THB) อ่อนค่าลง 0.2% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ค่อนข้างทรงตัว โดยการอ่อนค่ายังอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างจำกัด ส่วนหนึ่งจากการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ช่วยพยุงเสถียรภาพของค่าเงิน ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตลาดปรับเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานและอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 ภายใต้ท่าที Hawkish ในยุคของ Kevin Warsh ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่ดุลการค้าไทยแม้จะมีแนวโน้มขาดดุลลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับลดลงหลังสงครามในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย

  • เรายังคงมุมมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องสู่ระดับ 33 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงปลายปี จากทิศทางเงินดอลลาร์ที่เรามองว่ายังมีแนวโน้มแข็งค่า และปัจจัยด้านนโยบายการคลังที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินบาท รวมถึงโอกาสที่ ธปท. ที่จะมีแนวโน้ม Dovish มากขึ้นในช่วงปลายปีหากสถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย

  • ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เรามองว่ามีแนวโน้มทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 4.4% ในช่วงปลายปี จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) ตลาดอาจ price in ความเสี่ยงที่ Fed จะตึงตัวมากเกินไปโดยปัจจุบันตลาดคาดว่า Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ (กรณีฐานของ INVX คือคงดอกเบี้ย) (2) สถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง และ (3) เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอลงเล็กน้อยหลังแรงหนุนจากฤดูคืนภาษีหมดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond yield ในระยะถัดไป ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งกว่าคาดต่อเนื่อง หรือความเสี่ยงด้านพลังงานกลับมาเร่งขึ้นอีกครั้ง จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ Bond yield สูงกว่าคาดได้
ทุนไหลเข้าสหรัฐและเอเชียเหนือจาก Fed Hawkish และ AI, ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในช่วงที่เหลือของปี, ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัว | Café Invest