HCA รายงานรายได้และกำไรไตรมาส 2 ปี 2026 สูงกว่าตลาดคาด แต่ลดเป้ากำไรทั้งปีหลังจำนวนผู้ป่วยที่ไม่มีประกันเพิ่มขึ้นและการผ่าตัดลดลง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้จ่ายค่ารักษากระทบกำไรก่อนภาษีประมาณ US$400mn ในไตรมาสนี้ แม้เงินสนับสนุน Medicaid ช่วยชดเชยบางส่วน ภาพรวมเป็นลบต่อหุ้นโรงพยาบาลและผู้ผลิตเครื่องมือผ่าตัด โดยต้องติดตามผลกระทบจากนโยบายประกันสุขภาพและ Medicaid ที่อาจต่อเนื่องถึงปี 2027
HCA ลดเป้ากำไรปี 2026 หลังผู้ป่วยไร้ประกันเพิ่มและการผ่าตัดชะลอตัว

1. ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าคาด แต่คุณภาพกำไรอ่อนลง
- HCA Healthcare คาดรายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ US$20.23bn เพิ่มขึ้น 8.7% YoY และสูงกว่าตลาดคาดประมาณ 4–5% ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ US$7.62 สูงกว่าตลาดคาดที่ราว US$7.47 ส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ US$4.03bn เพิ่มขึ้นจาก US$3.85bn ในปีก่อนและสูงกว่าคาดเล็กน้อย
- อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรของธุรกิจลดลงจาก 20.7% เหลือ 19.9% เนื่องจากสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีประกันเพิ่มขึ้นและจำนวนการผ่าตัดลดลง แม้จำนวนผู้เข้ารักษาและผู้ใช้บริการห้องฉุกเฉินยังขยายตัวก็ตาม
2. จำนวนผู้ป่วยเพิ่ม แต่บริการที่สร้างรายได้สูงลดลง
- จำนวนผู้เข้ารักษาในโรงพยาบาลเดิมเพิ่มขึ้น 2.5% YoY จำนวนผู้ป่วยเทียบเท่าเพิ่มขึ้น 2.7% และผู้ใช้บริการห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 3.6% สะท้อนว่าความต้องการรักษาพยาบาลโดยรวมยังแข็งแกร่ง
- แต่จำนวนการผ่าตัดผู้ป่วยในลดลง 2.3% และการผ่าตัดผู้ป่วยนอกลดลง 3.4% ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อกำไร เนื่องจากการผ่าตัดมักมีรายได้และอัตรากำไรสูงกว่าบริการทั่วไป ทำให้รายได้ที่สูงกว่าคาดไม่ได้เปลี่ยนเป็นกำไรในสัดส่วนเดียวกัน
3. ผู้ป่วยสูญเสียประกันสุขภาพมากกว่าที่บริษัทประเมิน
- แรงกดดันหลักมาจากจำนวนผู้ป่วยที่สูญเสียความคุ้มครองจากตลาดประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act หลังสิทธิช่วยเหลือค่าเบี้ยประกันบางส่วนสิ้นสุดลง ทำให้ผู้ป่วยที่ไม่มีประกันเพิ่มขึ้นประมาณ 46%
- การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ HCA ต้องให้บริการผู้ป่วยที่มีความสามารถชำระค่ารักษาต่ำลง และกระทบกำไรก่อนภาษีในไตรมาส 2 ประมาณ US$400mn โดย US$75mn เป็นการปรับเพิ่มผลกระทบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรก
- บริษัทจึงเพิ่มประมาณการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้จ่ายค่ารักษาตลอดปีเป็น US$1.0–1.2bn จากเดิม US$600–900mn สะท้อนว่าปัญหาผู้ป่วยไม่มีประกันรุนแรงและประเมินได้ยากกว่าที่คาด
4. เงินสนับสนุน Medicaid ช่วยชดเชยแรงกดดันบางส่วน
- HCA รับรู้ประโยชน์เพิ่มเติมประมาณ US$400mn จากโครงการสนับสนุนการจ่ายเงินของ Medicaid ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรัฐฟลอริดา ครอบคลุมช่วงเดือน ต.ค. 2024 ถึงเดือน มิ.ย. 2026
- บริษัทจึงปรับประมาณการผลประโยชน์จากโครงการ Medicaid ตลอดปีเป็น US$300–500mn จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นผลกระทบเชิงลบ US$50–250mn เงินสนับสนุนดังกล่าวช่วยชดเชยผลกระทบจากผู้ป่วยไร้ประกันได้เกือบทั้งหมดในไตรมาส 2 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้บริษัทคงเป้ากำไรเดิมไว้ได้
5. HCA ลดประมาณการกำไรปี 2026
- HCA ปรับลดกรอบกำไรต่อหุ้นปี 2026 เหลือ US$28.70–30.50 จากเดิม US$29.10–31.50 โดยค่ากลางลดลงประมาณ US$0.70 ต่อหุ้น พร้อมลดกรอบกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิ ขณะที่กรอบรายได้ถูกปรับให้แคบลง แต่ค่ากลางแทบไม่เปลี่ยนแปลง
รายการ | ประมาณการเดิม | ประมาณการใหม่ | การเปลี่ยนแปลงที่ค่ากลาง |
|---|---|---|---|
รายได้ | US$76.5–80.0bn | US$77.0–79.5bn | ทรงตัว |
กำไรสุทธิ | US$6.50–7.04bn | US$6.30–6.70bn | ลดลงราว 3.8% |
กำไรจากการดำเนินงาน | US$15.55–16.45bn | US$15.40–16.10bn | ลดลงราว 1.6% |
กำไรต่อหุ้น | US$29.10–31.50 | US$28.70–30.50 | ลดลงราว 2.3% |
6. ผลกระทบลบกระจายไปยังหุ้นโรงพยาบาลและเครื่องมือแพทย์
- หลังการประกาศ หุ้น HCA ปรับลดลงมากถึง 9.4% ขณะที่หุ้นโรงพยาบาลรายอื่น เช่น Tenet Healthcare, Universal Health Services และ Community Health Systems ปรับตัวลงตาม เนื่องจากตลาดกังวลว่าปัญหาผู้ป่วยสูญเสียประกันอาจเกิดขึ้นในวงกว้าง
- หุ้นเครื่องมือแพทย์บางราย เช่น Stryker, Boston Scientific และ Smith & Nephew ถูกกดดันจากจำนวนการผ่าตัดที่ลดลง เนื่องจากยอดขายอุปกรณ์ฝังในร่างกายและเครื่องมือผ่าตัดขึ้นอยู่กับจำนวนหัตถการของโรงพยาบาล
- ในทางกลับกัน ผลกระทบอาจเป็นบวกเชิงเปรียบเทียบต่อบริษัทประกันสุขภาพ เพราะการลดลงของสมาชิกในตลาดประกันอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎ Medicaid ในปี 2027
7. ความเสี่ยงยังมีโอกาสต่อเนื่องถึงปี 2027
- ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ในปี 2026 เนื่องจากการเปลี่ยนเกณฑ์และการลดงบ Medicaid บางส่วนจะเริ่มมีผลในปี 2027 ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้ป่วยไม่มีประกันหรือมีประกันไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นอีก
- HCA จึงต้องพึ่งพาการควบคุมต้นทุน เงินสนับสนุนจากรัฐ และการฟื้นตัวของการผ่าตัดเพื่อรักษาอัตรากำไร หากจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยไม่มีประกันหรือใช้บริการที่มีรายได้ต่ำ การเติบโตของรายได้อาจไม่ส่งผ่านไปยังกำไรอย่างเต็มที่
มุมมองของ InnovestX
- ผลประกอบการเบื้องต้นของ HCA สะท้อนว่าความต้องการรักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงได้เปลี่ยนจากจำนวนผู้ป่วยไปสู่ความสามารถในการเรียกเก็บค่ารักษาและประเภทบริการที่ผู้ป่วยใช้ ประเด็นนี้จึงเป็นลบต่อหุ้นโรงพยาบาลอย่าง HCA, THC, UHS และ CYH รวมถึงหุ้นเครื่องมือแพทย์ที่พึ่งพาการผ่าตัด เช่น SYK, BSX และ SNN
- อย่างไรก็ตาม HCA ยังมีข้อได้เปรียบจากขนาดธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และเงินสนับสนุน Medicaid จึงมีฐานะดีกว่าโรงพยาบาลรายเล็ก แต่ราคาหุ้นอาจยังถูกกดดันจนกว่าจำนวนผู้ป่วยไร้ประกันและปริมาณการผ่าตัดจะเริ่มมีเสถียรภาพ
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

