ฤดูกาลยื่นภาษีมาถึงอีกครั้ง ! และถึงแม้ว่าการคิดคำนวณภาษีอาจดูเป็นเรื่องซับซ้อนที่หลายคนต้องคอยมาศึกษาวิธีคำนวณใหม่ในทุกรอบการยื่น แต่หากทำความเข้าใจถึงหลักการและวิธีคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้ทุกคนเห็นภาพการเสียภาษีได้อย่างชัดเจน ทั้งยังสามารถนำไปเพิ่มโอกาสวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาระภาษีที่ต้องจ่ายในปีถัดไปได้
รวมเรื่องต้องรู้ก่อนการเสียภาษี พร้อมแนวทางในการลดหย่อน !

ขั้นตอนและวิธีคำนวณภาษี
ในปัจจุบันมีทางเลือกในการคํานวณภาษีที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เสียภาษีสามารถกรอกข้อมูลโดยตรงเพื่อวางแผนภาษีได้ทันทีผ่านทางเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน เช่น https://www.itax.in.th/ แต่ถึงแม้จะมาพร้อมกับความสะดวก ผู้ยื่นภาษีก็จำเป็นต้องเตรียมตัวและทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลรายได้และภาษีของตนเอง เพื่อให้สามารถกรอกข้อมูลได้อย่างละเอียดโดยไม่เกิดความสับสน ดังนี้
รู้จักก่อน ‘ภาษีขั้นบันได’ คืออะไร ?
ภาษีขั้นบันได เป็นระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นตามระดับของรายได้ ยิ่งมีรายได้สูง อัตราภาษีที่ต้องเสียก็จะสูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีดังนี้
ช่วงรายได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี (%) | ภาษีสูงสุดของขั้น | ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น |
|---|---|---|---|
0 - 150,000 | ยกเว้นภาษี | 0 | 0 |
150,001 - 300,000 | 5 | 7,500 | 7,500 |
300,001 - 500,000 | 10 | 20,000 | 27,500 |
500,001 - 750,000 | 15 | 37,500 | 65,000 |
750,001 - 1,000,000 | 20 | 50,000 | 115,000 |
1,000,001 - 2,000,000 | 25 | 25,000 | 365,000 |
2,000,001 - 5,000,000 | 30 | 900,000 | 1,265,000 |
5,000,001 ขึ้นไป | 35 | - | - |
ที่มา: กรมสรรพากร
ขั้นตอนการรวบรวมรายได้
การคำนวณภาษีเริ่มต้นจากการรวมรายได้ทั้งหมดที่ต้องนำมาคิดภาษี โดยมีรายละเอียดดังนี้
- รายได้ที่ได้รับจากการเป็นพนักงานประจำ หรือจากนายจ้าง ซึ่งรวมถึงเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน โบนัส และสวัสดิการที่อยู่ภายใต้สัญญาจ้างงาน
- รายได้จากอาชีพอิสระ เช่น ฟรีแลนซ์ ค่าบริการ งานที่ปรึกษา หรือธุรกิจส่วนตัว ซึ่งรวมถึงค่าจ้างจากลูกค้าโดยตรง
- รายได้จากการลงทุน เช่น เงินปันผลจากหุ้น กองทุนรวม ดอกเบี้ยเงินฝาก หรือรายได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน ซึ่งต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน
กรอกรายละเอียดค่าลดหย่อน เพื่อนำมาคำนวณ
ค่าลดหย่อนช่วยลดฐานภาษีที่ต้องเสีย ซึ่งแม้ปัจจุบันเว็บไซต์คำนวณภาษีจะมีข้อมูลลดหย่อนพื้นฐานอยู่แล้ว แต่การศึกษาว่าได้ลดหย่อนอะไรบ้างก็เป็นสิ่งที่ต้องรู้ เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างดีที่สุด
- ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ค่าลดหย่อนจากประกันสังคม ใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ซึ่งปัจจุบันสามารถจ่ายเงินสะสมได้สูงสุดเดือนละ 750* บาท หากจ่ายครบจะนำมาลดหย่อนได้ตกปีละ 9,000 บาท
*หมายเหตุ: โปรดติดตามประกาศจากประกันสังคมเพิ่มเติม ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง
- ค่าลดหย่อนจากกองทุน กองทุน Thai ESG และ RMF เป็นตัวเลือกที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างกัน ดังนี้
- RMF : ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับการลดหย่อนกลุ่มเกษียณอื่น ๆ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), ประกันบำนาญ, กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน (กอช.) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นต้น แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- Thai ESG : เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีแนวทางบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance - ESG) เพื่อตอบสนองแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือไม่เกิน 300,000 บาท (โดยไม่ต้องรวมคำนวณกับกลุ่มเกษียณ)
- เมื่อรวมการลดหย่อนในกลุ่มการลงทุน ของ RMF และกลุ่มเกษียณอื่น ๆ ที่ลดหย่อนได้ 500,000 บาท กับ ThaiESG ที่ลดหย่อนได้ 300,000 บาท จะทำให้สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 800,000 บาท
- สำหรับการซื้อหน่วยลงทุนระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับผู้ซื้อหน่วยลงทุนในปี 2566 ซึ่งเป็นปีก่อนการเปลี่ยนเกณฑ์ ThaiESG ยังคงต้องถือครองอย่างน้อย 8 ปีตามเงื่อนไขเดิม ซึ่งกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน ThaiESG ที่ถือครองครบตามเกณฑ์กำหนด จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ลงทุนสามารถหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนได้ทุกปีจนถึงปี 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
วางแผนให้ละเอียด ! ทางเลือกในการลดหย่อนที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
การวางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่เริ่มจะช่วยลดภาษีที่ต้องจ่าย ทั้งยังสร้างโอกาสในการได้รับเงินคืนภาษี ซึ่งนอกจากค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่กำหนดตามกฎหมายแล้ว การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น RMF, Thai ESG ล้วนเป็นตัวเลือกสำคัญที่ช่วยประหยัดภาษีได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการลงทุนอย่างยั่งยืน เพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยสามารถเริ่มต้นวางแผนการลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการทยอยลงทุนเป็นระยะได้ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงและลดภาระการลงทุนก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี โดยการซื้อกองทุนในจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน หรือทุกไตรมาส ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้ดีกว่าการลงทุนทั้งหมดในทีเดียว ช่วยให้การลดหย่อนภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเครียดจากการพยายามซื้อกองทุนในช่วงปลายปีที่ราคาผันผวนมากขึ้นอีกด้วย
ข้อควรรู้ก่อนซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี
กองทุนลดหย่อนภาษีเป็นการลงทุนระยะยาว หากขายก่อนครบกำหนด อาจต้องเสียภาษีคืนพร้อมค่าปรับ ดังนั้น เราจึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ใช่เรื่องยาก หากมีความเข้าใจในกระบวนการและปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง การเริ่มวางแผน DCA ตั้งแต่ต้นปี จะช่วยกระจายการลงทุน ลดความเสี่ยง ทั้งยังช่วยลดภาระการลงทุนก้อนใหญ่ในช่วงปลายปี ทำให้มีเงินเหลือเก็บไปใช้จ่ายอย่างอื่นและเก็บออมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มศึกษาและวางแผนตั้งแต่วันนี้ กับ InnovestX ที่พร้อมดูแลให้เรื่องกองทุนลดหย่อนภาษีเป็นเรื่องง่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่จัดสูตรการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากกองทุนลดหย่อนภาษีมากถึง 19 บลจ. เพิ่มโอกาสเติบโตในระยะยาว พร้อมโปรโมชันพิเศษหลากหลายที่ InnovestX และ บลจ. มอบให้
ข้อมูลอ้างอิง: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา. สืบค้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 จาก https://www.rd.go.th/43338.html
---
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในกองทุนหย่อนภาษี RMF และ/หรือ Thai ESG ควรศึกษาสิทธิประโยชน์การลงทุนในหนังสือชี้ชวนการลงทุน กรณีไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอาจทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับไปแล้ว และต้องคืนเงินพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามกฎหมาย
