Mastercard รายงานผลประกอบการ 2Q26 แข็งแกร่งเกินคาดด้วยรายได้โต 14% YoY และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วโต 19% YoY โดยโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่าง Visa ในแง่คุณภาพการเติบโตและการขยายอัตรากำไรสู่ 61.1% หนุนจากรายได้ธุรกรรมข้ามประเทศที่เพิ่มขึ้น 20% (เทียบกับ Visa ที่โต 6%) และสัดส่วนรายได้บริการมูลค่าเพิ่ม (VAS) สูงถึง 41% อย่างไรก็ดี Visa ยังคงได้เปรียบในเรื่องขนาดเครือข่าย การเติบโตของ VAS ที่แรงกว่าจากปัจจัยหนุนชั่วคราวอย่างฟุตบอลโลก และความสำเร็จในการแย่งส่วนแบ่งพอร์ตธนาคารรายใหญ่ในยุโรป อย่างไรก็ดี INVX ยังมอง Mastercard และ Visa เป็นบวกทั้งคู่ โดย Visa เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้น้ำหนักกับขนาดเครือข่าย ขณะที่ Mastercard เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้น้ำหนักกับคุณภาพกำไร
Mastercard 2Q26 ดีกว่าคาด จากคุณภาพรายได้และบริการมูลค่าเพิ่ม

1) สรุปภาพรวมผลประกอบการ
1.1) ภาพรวมผลประกอบการ
Mastercard รายงานผลประกอบการ 2Q26 ดีกว่าตลาดคาดทั้งรายได้ กำไร และอัตรากำไร โดยรายได้สุทธิอยู่ที่ 9.28 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% YoY และสูงกว่าคาดประมาณ 2.2% ขณะที่กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 5.04 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 19% YoY และสูงกว่าคาด 5.6%
ผลประกอบการมีคุณภาพค่อนข้างดี เนื่องจากรายได้เติบโตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้น 1.2 จุด YoY สู่ 61.1% ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากปริมาณการใช้จ่ายที่ยังแข็งแกร่ง รายได้ธุรกรรมข้ามประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาและส่วนผสมธุรกรรม รวมถึงบริการมูลค่าเพิ่มที่เติบโต 18% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน
ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางต่ำกว่าที่บริษัทประเมินไว้ ขณะที่การใช้จ่ายออนไลน์ข้ามประเทศจากเวเนซุเอลาช่วยสนับสนุนรายได้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การเติบโตของปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศชะลอลงจาก 15% ในปีก่อนเป็น 12% และ Mastercard ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการกลับมาชนะส่วนแบ่งตลาดจาก Visa ในพอร์ตธนาคารรายใหญ่ โดยเฉพาะในยุโรป
1.2) ตารางสรุปผลประกอบการ 2Q26
รายการ | 2Q26 | YoY | เทียบกับตลาดคาด |
|---|---|---|---|
รายได้สุทธิ | 9.28 พันล้านดอลลาร์ | +14% | สูงกว่าคาด 9.08 พันล้านดอลลาร์ ราว 2.2% |
รายได้เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน | — | +12% | — |
กำไรจากการดำเนินงาน | 5.59 พันล้านดอลลาร์ | +17% | — |
กำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้ว | 5.67 พันล้านดอลลาร์ | +14% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน | สูงกว่าคาด 5.47 พันล้านดอลลาร์ |
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน | 60.2% | เพิ่มจาก 58.7% | — |
อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้ว | 61.1% | เพิ่มขึ้น 1.2 จุด | สูงกว่าคาด 60.3% |
กำไรสุทธิ | 4.39 พันล้านดอลลาร์ | +19% | สูงกว่าคาด 4.23 พันล้านดอลลาร์ |
กำไรต่อหุ้น | 4.97 ดอลลาร์ | +22% | — |
กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้ว | 5.04 ดอลลาร์ | +19% | สูงกว่าคาด 4.77 ดอลลาร์ ราว 5.6% |
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้ว | 3.61 พันล้านดอลลาร์ | +10% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน | ตามคาด |
1.3) คุณภาพของผลประกอบการ
จุดเด่นของงวดนี้ไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตของปริมาณธุรกรรม แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้ต่อธุรกรรมที่ดีขึ้น รายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมข้ามประเทศเพิ่มขึ้น 20% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน สูงกว่าปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศที่เพิ่มขึ้น 12% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนประโยชน์จากการปรับราคาและส่วนผสมของประเทศ สกุลเงิน และประเภทการใช้จ่ายที่เอื้อต่อรายได้
เมื่อเทียบกับ Visa ซึ่งรายได้ธุรกรรมระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 6% แม้ปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศเพิ่มขึ้น 12–13% Mastercard มีแนวโน้มรายได้ต่อปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศที่ดีกว่าในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะ เช่น การใช้จ่ายจากเวเนซุเอลา จึงต้องติดตามความต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
1.4) รายละเอียดตัวชี้วัดการดำเนินงาน
ตัวชี้วัด | 2Q26 | เปลี่ยนแปลง YoY | เทียบตลาดคาด |
|---|---|---|---|
มูลค่าการใช้จ่ายรวมผ่านเครือข่าย | 2.88 ล้านล้านดอลลาร์ | +8% ในสกุลเงินท้องถิ่น | สูงกว่าคาด 2.86 ล้านล้านดอลลาร์ |
มูลค่าการซื้อสินค้าและบริการ | 2.42 ล้านล้านดอลลาร์ | +10% หรือ +9% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน | สูงกว่าคาด 2.40 ล้านล้านดอลลาร์ |
ปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศ | — | +12% | สูงกว่าคาด 10.6% |
ธุรกรรมออนไลน์ข้ามประเทศ ไม่รวมการเดินทาง | — | +20% | แข็งแกร่ง |
จำนวนธุรกรรมที่ประมวลผล | 47.4 พันล้านรายการ | +9% | ใกล้เคียงคาด |
จำนวนบัตร Mastercard และ Maestro | 3.7 พันล้านใบ | +5% | — |
สัดส่วนธุรกรรมแบบไร้สัมผัส | 80% ของธุรกรรมหน้าร้าน | เพิ่มขึ้น 5 จุด | — |
สัดส่วนธุรกรรมที่ใช้โทเคน | มากกว่า 40% | — | — |
สัดส่วนธุรกรรมที่บริษัทเป็นผู้ประมวลผล | 72% | เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง | — |
1.4.1) ปริมาณการใช้จ่ายในสหรัฐฯ
มูลค่าการใช้จ่ายรวมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6% โดยบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 10% และบัตรเดบิตเพิ่มขึ้นเพียง 1% เนื่องจากยังได้รับผลจากการย้ายพอร์ตบัตรเดบิต Capital One ไปยังเครือข่ายอื่น หากไม่รวมผลดังกล่าว ปริมาณบัตรเดบิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8% และปริมาณการใช้จ่ายผ่านระบบในสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10%
การเติบโตเกิดขึ้นในวงกว้างทั้งบัตรเครดิตและเดบิต ลูกค้าบุคคลและธุรกิจ รวมถึงกลุ่มรายได้ทั่วไปและรายได้สูง ฝ่ายบริหารระบุว่ากลุ่มรายได้สูงยังเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่พบสัญญาณการอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป
เมื่อปรับผลกระทบจาก Capital One การเติบโตในสหรัฐฯ ของ Mastercard ใกล้เคียงกับ Visa ที่รายงานปริมาณการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10% จึงยังไม่เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านสุขภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภคระหว่างสองเครือข่าย
1.4.2) ปริมาณการใช้จ่ายนอกสหรัฐฯ
มูลค่าการใช้จ่ายนอกสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9% โดยบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 9% และบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น 10% สะท้อนว่าการเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกามีปริมาณการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 11% จากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในบางประเทศตะวันออกกลางและผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจพื้นฐานในภูมิภาคยังเติบโตในระดับที่ดี
1.4.3) ธุรกรรมข้ามประเทศ
ปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศเพิ่มขึ้น 12% สูงกว่าตลาดคาด 10.6% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งการเดินทางและการซื้อสินค้าออนไลน์ การเดินทางจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับฟื้นตัวระหว่างไตรมาสตามจำนวนเที่ยวบินและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น ทำให้ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางต่ำกว่าที่ประเมินไว้
ธุรกรรมออนไลน์ข้ามประเทศที่ไม่เกี่ยวกับการเดินทางเพิ่มขึ้น 20% โดยได้ประโยชน์จากกิจกรรมส่งเสริมการขายของร้านค้าและการใช้จ่ายจากเวเนซุเอลา ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเงินดอลลาร์ได้มากขึ้น และ Mastercard เป็นผู้นำตลาดบัตรเดบิตในประเทศดังกล่าว
เมื่อเทียบกับ Visa ปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศโดยรวมใกล้เคียงกัน โดย Visa เพิ่มขึ้น 12% เมื่อไม่รวมธุรกรรมภายในยุโรป อย่างไรก็ตาม Visa ได้ประโยชน์จากการเดินทางและการแข่งขันฟุตบอลโลกมากกว่า ขณะที่ Mastercard เด่นกว่าด้านธุรกรรมออนไลน์ข้ามประเทศและการสร้างรายได้จากราคาและส่วนผสมธุรกรรม
1.5) ธุรกิจเครือข่ายการชำระเงิน
รายได้จากเครือข่ายการชำระเงินอยู่ที่ประมาณ 5.45 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน และสูงกว่าตลาดคาด ปัจจัยสนับสนุนมาจากปริมาณการใช้จ่าย การกำหนดราคา และส่วนผสมธุรกรรมที่ดีขึ้น
รายได้จากการประเมินค่าธรรมเนียมในประเทศเพิ่มขึ้น 10% เทียบกับมูลค่าการใช้จ่ายรวมที่เพิ่มขึ้น 8% ส่วนต่าง 2 จุดมาจากการปรับราคา ขณะที่รายได้จากธุรกรรมข้ามประเทศเพิ่มขึ้น 20% เทียบกับปริมาณที่เพิ่มขึ้น 12% โดยส่วนต่าง 8 จุดมาจากราคาและส่วนผสมของธุรกรรม
รายได้จากการประมวลผลธุรกรรมเพิ่มขึ้น 12% เทียบกับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น 9% โดยได้ประโยชน์จากส่วนผสมธุรกรรมและราคา แต่ถูกหักล้างบางส่วนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง
จุดที่ต้องติดตามคือค่าใช้จ่ายจูงใจและส่วนลดแก่ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นตามการแข่งขันเพื่อชนะและต่ออายุพอร์ตธนาคาร โดยฝ่ายบริหารคาดว่าสัดส่วนรายการดังกล่าวจะสูงขึ้นเล็กน้อยใน 3Q26
1.6) ธุรกิจบริการมูลค่าเพิ่ม
รายได้จากบริการมูลค่าเพิ่มและโซลูชันอยู่ที่ประมาณ 3.83 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยน และสูงกว่าตลาดคาด ปัจจัยสนับสนุนมาจากบริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การป้องกันการทุจริต การยืนยันตัวตน การหาลูกค้า การตลาด และการวิเคราะห์ข้อมูล
ธุรกิจนี้คิดเป็นประมาณ 41% ของรายได้รวม สูงกว่าสัดส่วนของ Visa ที่ประมาณหนึ่งในสาม แม้อัตราการเติบโตของ Mastercard ที่ 18% ต่ำกว่า Visa ซึ่งเติบโต 34% ในไตรมาสเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบอัตราการเติบโตโดยตรงควรทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจาก Visa ได้รับแรงสนับสนุนจากบริการการตลาดที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกและผลจากการซื้อกิจการ Pismo ขณะที่การเติบโตของ Mastercard มาจากบริการความปลอดภัย การยืนยันตัวตน และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมเป็นหลัก จึงมีแนวโน้มเกิดซ้ำได้มากกว่า
ประมาณ 60% ของรายได้บริการมูลค่าเพิ่มของ Mastercard เชื่อมโยงกับเครือข่ายโดยตรง การเพิ่มขึ้นของจำนวนธุรกรรม การใช้โทเคน และการชำระเงินออนไลน์จึงเปิดโอกาสให้บริษัทขายบริการเพิ่มเติมบนฐานลูกค้าเดิมได้อย่างต่อเนื่อง
2) แนวโน้มและประมาณการของบริษัท
2.1) แนวโน้ม 3Q26
Mastercard คาดว่ารายได้สุทธิใน 3Q26 จะเติบโตบริเวณระดับสูงของกรอบเลขสองหลักระดับต่ำ เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยนและรายการจากการซื้อกิจการ โดยมีผลกระทบด้านลบจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 0.5 จุด
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วคาดเพิ่มขึ้นระดับเลขสองหลักต่ำ เนื่องจากบริษัทยังคงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย การขยายตลาด และผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการ BVNK บางส่วน
อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วโดยนัยอยู่ที่ประมาณ 59.8–60.0% ต่ำกว่า 61.1% ใน 2Q26 เนื่องจากค่าใช้จ่ายจูงใจลูกค้า การลงทุน และจังหวะของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
2.2) แนวโน้มปี 2026
บริษัทคงกรอบการเติบโตของรายได้ปี 2026 ที่ระดับสูงของกรอบเลขสองหลักระดับต่ำ เมื่อหักผลอัตราแลกเปลี่ยนและรายการจากการซื้อกิจการ แต่ปรับมุมมองให้สูงขึ้นภายในกรอบเดิม หลังผลประกอบการครึ่งปีแรกดีกว่าที่ประเมินไว้
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานแบบปรับปรุงแล้วยังคาดเพิ่มขึ้นระดับเลขสองหลักต่ำ ทำให้บริษัทตั้งเป้ารักษาการเติบโตของรายได้ให้สูงกว่าค่าใช้จ่าย และสร้างการขยายตัวของกำไรจากการดำเนินงานต่อเนื่อง
การปรับแนวโน้มของ Mastercard มีลักษณะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นภายในกรอบเดิม ขณะที่ Visa ปรับเพิ่มกรอบรายได้และกำไรต่อหุ้นทั้งปีอย่างชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม Mastercard มีอัตราการเติบโตของกำไรและการขยายอัตรากำไรที่ดีกว่าในไตรมาสล่าสุด
2.3) สมมติฐานสำคัญ
• การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง
• ตลาดแรงงานและกำลังซื้อในประเทศเศรษฐกิจหลักยังสนับสนุนการใช้จ่าย
• ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางอยู่ใกล้ระดับช่วงปลาย 2Q26
• การเดินทางและการใช้จ่ายออนไลน์ข้ามประเทศยังเติบโต
• ความต้องการบริการความปลอดภัย การยืนยันตัวตน และการวิเคราะห์ข้อมูลยังอยู่ในระดับสูง
• ค่าใช้จ่ายจูงใจลูกค้าใน 3Q26 สูงกว่า 2Q26 เล็กน้อย
• การซื้อกิจการ BVNK แล้วเสร็จใน 3Q26 โดยมีผลต่อรายได้ระยะสั้นจำกัด
• อัตราภาษีแบบปรับปรุงแล้วใน 3Q26 และ 4Q26 อยู่ที่ 20–21%
3) มุมมองผู้บริหารและประเด็นสำคัญจาก Earnings Call
3.1) การใช้จ่ายยังแข็งแกร่งและกระจายในวงกว้าง
ฝ่ายบริหารระบุว่าสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจยังสนับสนุนธุรกิจ ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงใช้จ่าย โดยการเติบโตเกิดขึ้นทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต ลูกค้าบุคคล ลูกค้าเชิงพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มรายได้ทั่วไปและกลุ่มรายได้สูง
แนวโน้มในช่วง 4 สัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยปริมาณการใช้จ่ายและจำนวนธุรกรรมค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับ 2Q26 แม้ธุรกรรมออนไลน์ข้ามประเทศชะลอลงจากเดือน มิ.ย. เนื่องจากจังหวะกิจกรรมส่งเสริมการขายและจำนวนวัน
ข้อมูลจาก Visa สนับสนุนมุมมองเดียวกัน โดย Visa ไม่พบสัญญาณอ่อนแอในกลุ่มผู้บริโภครายได้น้อยเช่นกัน จึงสะท้อนว่าความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายเป็นแนวโน้มระดับอุตสาหกรรม มากกว่าปัจจัยเฉพาะบริษัท
3.2) ผลกระทบจากตะวันออกกลางต่ำกว่าคาด
การเดินทางออกจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับฟื้นตัวระหว่างไตรมาสตามความเชื่อมั่นและจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางต่ำกว่าที่บริษัทประเมินไว้
ฝ่ายบริหารคาดว่าผลกระทบในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ใกล้ระดับปลาย 2Q26 แม้ยังยอมรับว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูง
3.3) เวเนซุเอลาสนับสนุนธุรกรรมออนไลน์ข้ามประเทศ
การเข้าถึงเงินดอลลาร์ในเวเนซุเอลาที่ดีขึ้นทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายออนไลน์กับร้านค้าต่างประเทศมากขึ้น Mastercard ได้ประโยชน์มากกว่าคู่แข่งจากการเป็นผู้นำตลาดบัตรเดบิตในประเทศดังกล่าว
ปัจจัยนี้ช่วยให้ปริมาณและรายได้ธุรกรรมข้ามประเทศสูงกว่าคาด แต่มีลักษณะเฉพาะตลาดและอาจไม่เป็นแรงขับเคลื่อนในระดับเดียวกันทุกไตรมาส นักลงทุนจึงควรแยกระหว่างการเติบโตพื้นฐานกับผลจากเวเนซุเอลา
3.4) การแข่งขันด้านพอร์ตธนาคารในยุโรป
Mastercard ยอมรับว่าการเติบโตในยุโรปชะลอลงจากฐานเปรียบเทียบที่สูงและการสูญเสียหรือไม่เข้าร่วมแข่งขันในบางพอร์ต โดยบริษัทเลือกไม่เสนอเงื่อนไขที่ให้ผลตอบแทนไม่เหมาะสม เช่น พอร์ตบัตรเครดิตของ Lloyds
ฝ่ายบริหารเน้นว่าจะมุ่งสร้าง “ปริมาณธุรกรรมที่ทำกำไร” มากกว่าชนะปริมาณเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการชนะพอร์ตที่เติบโตต่ำด้วยเงินจูงใจสูงอาจช่วยเพิ่มปริมาณในปีแรก แต่กดดันรายได้และผลตอบแทนในปีถัดไป
ในทางกลับกัน Visa มีแรงส่งด้านส่วนแบ่งตลาดในยุโรปมากกว่า หลังชนะพอร์ตบัตรเครดิตของ NatWest และคาดว่าจะเพิ่มข้อมูลรับรองจากสัญญาที่ชนะอีกมากกว่า 30 ล้านรายการในช่วงหลายปีข้างหน้า ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงเชิงการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของ Mastercard และเป็นเหตุผลที่ตลาดยังรอสัญญาณการกลับมาชนะพอร์ตรายใหญ่
3.5) บริการความปลอดภัยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตระยะยาว
ฝ่ายบริหารมองว่าการขยายตัวของธุรกรรมดิจิทัลและการใช้ปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มทั้งประโยชน์และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทำให้ธนาคาร ร้านค้า และบริษัทต่าง ๆ ต้องเพิ่มการลงทุนในบริการป้องกันการทุจริต การยืนยันตัวตน และความปลอดภัยไซเบอร์
Mastercard มีความได้เปรียบจากข้อมูลธุรกรรมในเครือข่ายและ Recorded Future ซึ่งช่วยวิเคราะห์ภัยคุกคามก่อนเกิดการโจมตี บริการ Threat Intelligence ตรวจพบธุรกรรมทดสอบบัตรผิดปกติมากกว่า 7 ล้านรายการใน 192 ประเทศ และช่วยป้องกันความเสียหายที่ประเมินไว้ประมาณ 172 ล้านดอลลาร์
Visa มีการเติบโตสูงในบริการความเสี่ยงและความปลอดภัยเช่นกัน แต่ Mastercard มีสัดส่วนรายได้บริการต่อรายได้รวมสูงกว่า และวางตำแหน่งด้านข่าวกรองภัยคุกคามอย่างชัดเจนกว่า จึงเป็นจุดต่างที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์
3.6) การชำระเงินด้วยปัญญาประดิษฐ์
Mastercard เชื่อว่าบัตรยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกที่ตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ทำธุรกรรมแทนผู้บริโภค เพราะมีระบบยืนยันเจตนา การคุ้มครองผู้ซื้อ การคืนเงิน และการโต้แย้งรายการที่ระบบชำระเงินใหม่ยังไม่มีในระดับเดียวกัน
บริษัทพัฒนา Agent Pay สำหรับธุรกรรมผู้บริโภคและธุรกิจ รวมถึง Agent Pay for Machines ซึ่งรองรับธุรกรรมขนาดเล็กและความถี่สูงระหว่างระบบอัตโนมัติ เช่น การซื้อข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ และกำลังประมวลผล
เมื่อเทียบกับ Visa ซึ่งเน้นความร่วมมือกับ OpenAI และ Meta รวมถึงระบบยืนยันตัวแทน Mastercard มีจุดเด่นด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกรรมระหว่างเครื่องจักรโดยตรง แต่ทั้งสองบริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่ควรรวมรายได้ที่มีนัยสำคัญไว้ในประมาณการระยะสั้น
3.7) Stablecoin และการซื้อ BVNK
ฝ่ายบริหารมองว่า Stablecoin มีประโยชน์ในธุรกรรมระหว่างธุรกิจ การโอนเงิน และการชำระบัญชีข้ามประเทศที่ต้องการความรวดเร็วและเปิดให้บริการตลอดเวลา แต่ไม่ได้แทนที่เครือข่ายบัตรสำหรับการซื้อสินค้าทั่วไป เนื่องจากยังต้องมีการยอมรับ ระบบคุ้มครอง และการเชื่อมต่อกับเงินทั่วไป
Mastercard คาดว่าจะปิดการซื้อกิจการ BVNK ใน 3Q26 ทำให้บริษัทสามารถให้บริการรับ ส่ง เก็บ และแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง Stablecoin เครือข่ายบล็อกเชน และเงินทั่วไป
Visa ลงทุนใน Stablecoin เช่นเดียวกันและพัฒนาแพลตฟอร์มของตนเอง ความแตกต่างสำคัญคือ Mastercard ใช้การซื้อ BVNK เพื่อเพิ่มความสามารถที่มีลูกค้าและโครงสร้างพื้นฐานใช้งานอยู่แล้ว ขณะที่ Visa เน้นการสร้างแพลตฟอร์มและเชื่อมต่อกับ Pismo
4) มุมมองของ INVX
4.1) มุมมองต่อ Mastercard
มุมมองต่อ Mastercard ยังคงเป็นบวกจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด คุณภาพรายได้ที่แข็งแกร่ง และการขยายอัตรากำไร รายได้เติบโต 14% ขณะที่ค่าใช้จ่ายแบบปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นเพียง 10% ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 19% และสูงกว่าตลาดคาดถึง 5.6%
จุดแข็งสำคัญคือสัดส่วนรายได้จากบริการมูลค่าเพิ่มที่สูง ธุรกิจความปลอดภัยและการยืนยันตัวตนที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการสร้างรายได้จากราคาและส่วนผสมของธุรกรรมข้ามประเทศ การลงทุนใน BVNK, Stablecoin และ Agent Pay ช่วยขยายตลาดระยะยาวจากเครือข่ายบัตรไปสู่โครงสร้างพื้นฐานการเคลื่อนย้ายเงินและธุรกรรมอัตโนมัติ
จุดที่ต้องติดตามคือการเติบโตของปริมาณธุรกรรมและจำนวนบัตรยังต่ำกว่า Visa เล็กน้อย รวมถึงการสูญเสียพอร์ตบางรายการในยุโรป ซึ่งอาจทำให้ Mastercard ไม่สามารถกลับมาเป็นเครือข่ายที่เติบโตเร็วกว่า Visa ได้ในระยะใกล้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจูงใจลูกค้าที่เพิ่มขึ้นใน 3Q26 อาจทำให้อัตรากำไรชะลอลงจากระดับสูงใน 2Q26
4.2) มุมมองต่อ Visa
Visa ยังได้เปรียบด้านขนาดเครือข่าย การเติบโตของปริมาณธุรกรรม การชนะส่วนแบ่งตลาดในยุโรป และแรงส่งของ Visa Direct ขณะที่ Mastercard เด่นกว่าด้านการเติบโตของกำไร การขยายอัตรากำไร และสัดส่วนรายได้บริการมูลค่าเพิ่มต่อรายได้รวม
อัตราการเติบโตของบริการมูลค่าเพิ่มของ Visa ที่ 34% สูงกว่า Mastercard ที่ 18% อย่างชัดเจน แต่ส่วนหนึ่งได้รับประโยชน์จากฟุตบอลโลกและการซื้อกิจการ ขณะที่บริการของ Mastercard มีน้ำหนักไปที่ความปลอดภัย การยืนยันตัวตน และผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย ซึ่งอาจมีความต่อเนื่องมากกว่า
4.3) กลยุทธ์
Mastercard เหมาะสำหรับการถือครองระยะกลางถึงยาวในฐานะหุ้นคุณภาพสูงที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่การชำระเงินดิจิทัล การเติบโตของธุรกรรมข้ามประเทศ และอุปสงค์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ผลประกอบการ 2Q26 ช่วยลดความเสี่ยงต่อประมาณการกำไรปี 2026 และยืนยันว่าบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของกำไรสูงกว่ารายได้ได้
ในเชิงเปรียบเทียบ Visa ยังเหมาะเป็นหุ้นหลักของกลุ่มสำหรับนักลงทุนที่ให้น้ำหนักกับขนาดเครือข่ายและส่วนแบ่งตลาด ส่วน Mastercard เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสจากคุณภาพกำไร อัตรากำไร และการขยายตัวของธุรกิจบริการมูลค่าเพิ่ม
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

