Café Invest
Markets

Macro Making Sense – 30 ก.ย. 2567

Macro Making Sense – 30 ก.ย. 2567

เงินเฟ้อ Core PCE และการใช้จ่ายของครัวเรือนในสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือน ส.ค. ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ สนับสนุนการตัดสินใจของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 bps และอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือน พ.ย.

สรุปประเด็นเงินเฟ้อ Core PCE รายเดือนลดลง การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจีน "คลัง" จับตาสถานการณ์น้ำท่วม บาทแข็ง

  • เงินเฟ้อ Core PCE รายเดือนลดลง เงินเฟ้อ Core PCE และการใช้จ่ายของครัวเรือนของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือน ส.ค. สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยเงินเฟ้อ Core PCE เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.1% ต่อเดือน น้อยที่สุดในรอบ 3 เดือน และต่ำกว่าที่คาดที่ 0.2% ขณะที่เมื่อเทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 2.7% เท่ากับคาดแต่สูงกว่าเดือนก่อนที่ 2.6% เล็กน้อย ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.1% หลังปรับค่าเงินเฟ้อ ขณะที่รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.2% และอัตราการออมลดลงเหลือ 4.8%

  • เรามองว่า รายได้ส่วนบุคคล การใช้จ่าย และเงินเฟ้อในเดือน ส.ค. ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ สนับสนุนการตัดสินใจของ Fed ในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 bps ซึ่งการที่รายได้กำลังชะลอตัว จะทำให้ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่า Fed อาจเริ่มพิจารณาลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ในการประชุมเดือน พ.ย. ทั้งนี้ ต้องจับตาข้อมูลตลาดแรงงานที่จะประกาศสัปดาห์หน้าเป็นสำคัญ

  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติและการลดความเสี่ยงทางการเงิน แม้แต่ในยามที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว แต่การประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ

  • เรามองว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้บ่งชี้ว่าทางการต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นท่ามกลางการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาวมากขึ้น เนื่องจากจีนมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สถานการณ์ “ทศวรรษที่หายไป” (Loss decade) เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยเป็น (Japanification)

  • เนื่องจากทั้งจีนในปัจจุบันและญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 เหมือนกันหลายประการ คือ (1) สังคมสูงวัย (2) เข้าสู่กับดักเงินฝืด (3) ผ่อนคลายนโยบายการเงินช้าเกินไป (4) หันมามุ่งเน้นนโยบายการคลังมากขึ้น และ (5) มุ่งเน้นเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมสำคัญ (เช่น ยานยนต์) ดังนั้น การผ่อนคลายมาตรการการเงินการคลังครั้งใหญ่ครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่สำคัญ

  • อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเรามองว่าความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจาก (1) เม็ดเงินที่กระตุ้นอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นความต้องการอย่างยั่งยืน (เมื่อเทียบกับช่วง Covid ที่ประมาณ 10-20% GDP) (2) เป็นการกระตุ้นในช่วงที่ประเทศพัฒนาแล้วเริ่มชะลอตัวลง และ (3) จีนยังเผชิญกับภาวะสงครามเย็นจากชาติตะวันตก (China derisking) ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

  • คลัง” จับตาสถานการณ์น้ำท่วม บาทแข็ง หวั่นกระทบเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนส.ค.2567 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนส.ค.2567 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การบริโภคสินค้าคงทน และการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อีกทั้ง จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งภายในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงค่าเงินบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

  • เรามองว่า ทิศทางการฟื้นของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 น่าจะมีความเสี่ยงจาก 3 ปัจจัยลบ คือ (1) ปัญหาการเมืองในช่วงเดือน ส.ค. ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น (2) ปัญหาอุทกภัย กระทบกำลังซื้อของครัวเรือนและภาคเกษตร และ (3) เป็นไปได้ที่การส่งออกไทยจะเริ่มอ่อนกำลังลงจากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอลง ทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้นและสามารถลดดอกเบี้ยได้ โดยในส่วนของอุทกภัยนั้น เราคาดการณ์ว่าจะกระทบกับ GDP ประมาณ 0.07-0.19% ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการแก้ปัญหา

Macro Making Sense – 30 ก.ย. 2567 | Café Invest