Café Invest
Markets

Macro Making Sense – 18 ก.พ. 2568

Macro Making Sense – 18 ก.พ. 2568

สรุปประเด็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาด INVX คงประมาณการปีนี้ที่ 2.5% Jump+: บันไดขั้นแรกสู่การสร้าง Trust and Confidence

  • เศรษฐกิจไทย 4Q/24 ขยายตัว 3.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ในไตรมาส 4/2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.2% เทียบรายปี และ 0.4% เทียบรายไตรมาส (ปรับฤดูกาล) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยปัจจัยลบหลักมาจาก (1) การหดตัวรุนแรงของสินค้าคงคลัง และ (2) การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจท่ามกลางภาวะการเงินตึงตัว อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวกจาก (1) การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวสูง (2) การส่งออกบริการที่แข็งแกร่ง จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว (3) การส่งออกสินค้าที่ขยายตัว แต่การนำเข้าก็ฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งหลายสินค้าเป็นการนำเข้าจากจีนที่มากขึ้น และ (4) การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง จากการบริโภคสินค้าไม่คงทน กึ่งคงทน และบริการ แต่การบริโภคสินค้าคงทนหดตัวแรงและต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแอจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ที่ฝืดเคือง และความตึงตัวทางการเงิน

  • ในด้านการผลิต (1) ภาคเกษตรฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (2) ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเล็กน้อย แต่สินค้าอุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยีหดตัวแรงขึ้น ขณะที่ (3) ภาคบริการขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในสาขาก่อสร้างจากการใช้จ่ายภาครัฐ และที่พักแรมและร้านอาหาร

  • มุมมองต่อประมาณการสภาพัฒน์ เรามองว่า ดีเกินไป สภาพัฒน์คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ที่ 2.3-3.3% (ค่ากลาง 2.8%) โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 3.3% การอุปโภคภาครัฐ 1.3% การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวมาที่ 3.2% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 4.7% และการส่งออกขยายตัว 3.5% อย่างไรก็ตาม ประมาณการนี้มีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่าคาดจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) มาตรการภาษี Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบ GDP ไทยถึง 0.5-0.6% (2) การแข่งขันรุนแรงจากจีนที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านล้านบาท (3) ความเข้มงวดของสถาบันการเงินท่ามกลาง NPLs และ SMLs ที่สูงโดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และ (4) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนขึ้น สะท้อนจากดัชนี PMI โลกที่ลดลงต่ำสุดในรอบปีและยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่หดตัวแย่กว่าคาด

  • เราคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2025 ที่ 2.5% จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้า โดยเรามองว่าสงครามการค้าแบบภาษีในภาพรวม ทำให้ปริมาณการค้าทั่วโลกลดลง และกระทบต่อการส่งออกไทยในภาพรวม ทำให้เราปรับประมาณการส่งออกลดลง จาก 0% เป็น -1.0% เช่นเดียวกับปี 2019 ที่ส่งออกหดตัวจาก -2.6% จากขยายตัว 6.9% ในปี 2018 นอกจากนั้น เราปรับการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนลง (จาก 2.2% และ 0.5% เป็น 1.9% และ -0.2%) ผลจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่ายังจะไม่ลดดอกเบี้ยในระยะใกล้นี้ แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มชะลอตัวกว่าคาดก็ตาม เราจึงปรับลดประมาณการการลดดอกเบี้ยเหลือ 2 ครั้ง โดยจะลดในเดือน ส.ค. และ ต.ค.

  • Jump+: บันไดขั้นแรกสู่การสร้าง Trust and Confidence โดยโครงการ Jump+ เป็นมาตรการกระตุ้นตลาดทุนระยะกลางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือน พ.ค. 2568 โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 รูปแบบ คือ การยกเว้นภาษีกำไรส่วนเพิ่มหากบริษัทเติบโตตามแผน 3 ปี และการนิรโทษกรรมภาษีสำหรับบริษัทนอกตลาดที่ถูกควบรวม มาตรการนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบาย Abenomics ของญี่ปุ่นในส่วนของการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีแผนการเติบโตที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ดัชนี Nikkei เติบโตถึง 95% ในช่วง 5 ปี อย่างไรก็ตาม การจะประสบความสำเร็จได้นั้น Jump+ จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการยกระดับธรรมาภิบาลที่กำลังจะออกมาในรูปแบบ พรก. ซึ่งครอบคลุมการกำกับดูแลการซื้อขาย การคุ้มครองผู้ลงทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
Macro Making Sense – 18 ก.พ. 2568 | Café Invest