สรุปเศรษฐกิจโลกทดทานต่อวิกฤตมากขึ้น วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมของทรัมป์
Markets
Macro Making Sense – เศรษฐกิจโลกทดทานต่อวิกฤตมากขึ้น มีโอกาสยุบสภาหลังผ่านงบประมาณ ไทยเสี่ยงต่อภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมของทรัมป์

- เศรษฐกิจโลกทดทานต่อวิกฤตมากขึ้น (Teflon Economy) เศรษฐกิจแบบเทฟลอน อีโคโนมีคือปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นโลกยังคงเติบโตแข็งแกร่งแม้เผชิญวิกฤตใหญ่หลายครั้ง เกิดจากการปรับปรุงความสามารถจัดการความเสี่ยงของภาคเอกชน การสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของรัฐบาล และการพัฒนานโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในกลยุทธ์ "Buy the Dip" และสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดเกิดใหม่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เทฟลอน อีโคโนมีมีความเสี่ยงสำคัญสามประการที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ต้นทุนการรักษาเสถียรภาพที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% หลังโควิดและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น 200-300 bps ความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐที่อาจทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้นและดอลลาร์แข็งค่า และความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจกำลังพัฒนาที่อาจเผชิญการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นในสองถึงสามปีข้างหน้า
- วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในระยะต่อไป การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯ ทักษิณเสนอแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครบวงจรตั้งแต่การแก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้า ไปจนถึงการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงให้แนวทางในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ นอกจากนั้น ยังมั่นใจคดีมาตรา 112 จะจบ 22 ส.ค.นี้เพราะไม่มีหลักฐาน รวมถึงไม่คิดเปลี่ยนรัฐบาล-นายกฯ โดยมองตนเป็น "เสมียนของประเทศ"ขณะที่อดีตนายกฯ เศรษฐาเตือนไม่ให้ยุบสภาในช่วงก่อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และสนับสนุนให้ชัยเกษมเป็นนายกฯ หากจำเป็น แต่ต้องยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนหลังผลักดันร่างงบประมาณและมาตรการภาษีต่างประเทศเสร็จ
- เราวิเคราะห์ว่า การยุบสภาหลังผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณมีความเป็นไปได้สูงสุด (70-80%) โดยมีไทม์ไลน์สำคัญคือการตัดสินคดีอดีตนายกฯ ทักษิณ 22 กรกฎาคม และคดีนายกฯ แพทองธารช่วงตุลาคม-ธันวาคม โดยนายกฯ แพทองธารมีโอกาสรอดจากคดีคลิปเสียงในระดับปานกลาง (40-50%) ขึ้นอยู่กับการตีความของศาล กระแสสังคม และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและการเจรจาการค้าในระยะสั้น แต่อาจนำมาซึ่งรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลและความสามารถของพรรคการเมืองในการประนีประนอมเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
- ภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมของทรัมป์: ภัยคุกคามใหม่ที่หนักกว่าภาษีระดับประเทศ ทรัมป์เปลี่ยนกลยุทธ์จากภาษีระดับประเทศมาเป็น "ภาษีเฉพาะอุตสาหกรรม" ที่มีผลกระทบกว้างขวางและยากต่อการต่อรองมากกว่า โดยประกาศภาษี 50% สำหรับอลูมิเนียมและเหล็ก, 25% สำหรับรถยนต์, 50% สำหรับทองแดง และยาสูงถึง 200% อาศัยมาตรา 232 ของ Trade Expansion Act 1962 ที่มีฐานกฎหมายแข็งแกร่ง ประเทศเอเชียขั้นสูงอย่างสิงคโปร์และไต้หวันจะรับผลกระทบหนักสุดจากภาษียาและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ และจีนได้รับผลกระทบปานกลางถึงสูง สำหรับไทยแม้ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และผู้ส่งออกไปสหรัฐจะเผชิญความผันผวนสูง เนื่องจาก 9 ใน 10 สินค้าหลักที่ส่งออกอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ในทางกลับกัน กลุ่มที่อาจได้ประโยชน์ได้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการกระจายตลาดไปยังตลาดอื่น ๆ นอกจากสหรัฐ

