INVX Macro Making Sense - 13 มี.ค. 2566

บทสรุป
นัยยะของการจ้างงานต่อเศรษฐกิจและดอกเบี้ย: การจ้างงานสหรัฐพุ่งเกินคาด แต่ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยพุ่งขึ้น 311,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 225,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์จะทรงตัวที่ระดับ 3.4% เราวิเคราะห์ว่า การจ้างงานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เป็นผลสำคัญจากการจ้างงานภาคบริการที่ยังเติบโตได้ดีตามการใช้จ่าย แต่ภาคการผลิตเริ่มมีสัญญาณหดตัวมากขึ้นตามดัชนีชี้วัดตัวอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการจ้างงานภาคบริการเริ่มเข้าใกล้ระดับก่อน Covid แล้ว ทำให้การจ้างงานอาจไม่สูงขึ้นมาก ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่มากขึ้น อัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การจ้างงานที่ชะลอลงแต่ยังสูงกว่าคาด ทำให้เรามองว่า fed ยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 50 bps ในการประชุมครั้งถัดไปได้ โดยต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์หน้าเป็นสำคัญ
การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจากวิกฤต SVB หากลุกลามเป็นวงกว้าง: ธนาคาร Silicon Valley Bank ถูกสั่งปิดโดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านเงินฝาก (FDIC) วิกฤตดังกล่าวทำให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมธนาคารในวงกว้าง และทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่งเป็นมูลค่ากว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยสาเหตุที่ SVB ประสบปัญหาทางการเงินเนื่องจากในช่วงวิกฤต Covid-19 เงินฝากของ SVB เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากลูกค้าหลักของ SVB ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมีเงินสดเป็นจำนวนมาก แต่ SVB ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ในอัตราเดียวกับที่ได้รับเงินฝาก SVB จึงนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และเมื่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้นงบดุลของบริษัทจึงได้รับผลกระทบ เรามองว่า ปัญหาของ SVB เป็นปัญหาเฉพาะตัวในระดับหนึ่ง เนื่องจาก (1) ต้นทุนการเงินของธนาคารอื่น ๆ จึงไม่เพิ่มขึ้นมากเท่า SVB (2) ธนาคารอื่น ๆ มีสินทรัพย์ที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวมากกว่า SVB ที่มีพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ดอกเบี้ยคงที่ จึงเสี่ยงต่อการขาดทุนจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าธนาคารในสหรัฐโดยภาพรวมจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากภาวะ Inverted Yield Curve ที่รุนแรงขึ้น โดยจะทำให้ต้นทุนจากดอกเบี้ยเงินฝาก (ซึ่งต้อง Roll over บ่อย) เพิ่มมากขึ้น ขณะที่มีรายได้จากสินเชื่อต่ำกว่า และหากธนาคารใดมีสินเชื่อที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ และ/หรือ ถือพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมาก ๆ เช่น SVB แล้ว นั้น ก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการขาดทุนมากขึ้น ซึ่งหากผลกระทบเป็นวงกว้าง Fed อาจต้องพิจารณาลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจและภาคการเงิน
5 จุดเปราะบางด้านการเงินโลกจากดอกเบี้ยขาขึ้น: (1) ภาคธนาคารต่าง ๆ โดยรัฐบาลสหรัฐประกาศว่าในเดือน ก.พ. ธนาคารในสหรัฐมีการสูญเสียที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized loss) กว่า 6.2 แสนล้านดอลลาร์ในการถือพันธบัตร นอกจากนั้น ธนาคารต่าง ๆ จะเริ่มมีความเสี่ยงจากภาวะ Bank run หรือ Silence bank run รวมถึงถอนการลงทุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารมากขึ้น (2) บริษัทกลุ่มเทคโนโลยี ที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นที่ทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงชะลอการลงทุนในธุรกิจที่เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือธุรกิจที่ยังไม่เห็นโอกาสในการทำกำไรในระยะสั้น (3) การผิดนัดชำระหนี้ โดย S&P Global กล่าวว่าปัจจุบัน ยุโรปมีจำนวนการผิดนัดชำระหนี้สูงเป็นอันดับสองในปีที่แล้วนับตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่คาดว่าอัตราการผิดนัดชำระของสหรัฐและยุโรปจะสูงถึง 3.75% และ 3.25% ตามลำดับในเดือนกันยายน 2566 (4) Crypto Winter โดยปัจจัยลบที่จะยังกดดันตลาดในปีนี้ได้แก่ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากกระแส Higher for Longer และการล่มสลายของบริษัท crypto ที่โดดเด่นหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTX ทำให้นักลงทุนต้องแบกรับการขาดทุนจำนวนมากท่ามกลางผู้กำหนดนโยบายเข้มงวดขึ้น และ (5) ภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในสหรัฐ จีน และยุโรป ที่จะเผชิญกับต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นและความต้องการสำนักงานที่ลดลง
