Café Invest
Markets

เศรษฐกิจโลกและไทยในสถานการณ์ No Landing Scenario โดย ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน

เศรษฐกิจโลกและไทยในสถานการณ์ No Landing Scenario โดย ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน

ภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐในเดือน ม.ค. ดูเหมือนว่าจะท้าทายแรงโน้มถ่วงของโลกมาก ตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐดีกว่าคาดมาก โดยการจ้างงานสูงถึง 5.17 แสนตำแหน่ง สูงกว่าคาดที่ 2 แสนตำแหน่งเกิน 2 เท่า อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.4% ต่ำที่สุดในรอบกว่า 5 ทศวรรษ ขณะที่ยอดค้าปลีกฟื้นตัวรุนแรง โดยขยายตัวถึง 3% จากเดือนก่อนจากที่หดตัวต่อเนื่องในสองเดือนก่อนหน้า ส่วนเงินเฟ้อที่แม้ว่ายังจะขยายตัวชะลอลงก็เริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอที่ช้ากว่าคาด ขณะที่องค์ประกอบเงินเฟ้อด้านค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบ้านยังน่ากังวลเพราะเริ่มปรับขึ้น 2 เดือนติด

ภาพเช่นนี้เป็นดั่งที่ Torsten Slok หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Apollo Global Management ได้ให้นิยามไว้ว่าคือสถานการณ์ "No Landing Scenarios" ซึ่งโดยย่อคือ "เศรษฐกิจไปต่อ เงินเฟ้อยังสูง ดอกเบี้ยยังขึ้นได้ต่อเนื่อง“ โดยสถานการณ์เช่นนี้ จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ซึ่งจากการคำนวณของ Slok ตามหลักการดอกเบี้ยที่ควรจะเป็น (Taylor's rule) แล้วนั้น ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐควรจะต้องอยู่ที่ 9% ซึ่งในมุมมองของเราแล้วนั้น สถานการณ์ No Landing Scenario จะทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องและนำไปสู่วิกฤตในสหรัฐในที่สุด

ภาพดังกล่าว ทำให้เราเชื่อว่าสถานการณ์ No Landing Scenario ไม่น่าจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเรามองว่า ในระยะต่อไป เงินเฟ้อจะเป็นความเสี่ยงมากขึ้น โดยงานศึกษาเงินเฟ้อโลกของ INVX บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยพบว่าเงินเฟ้อของ 18 ใน 36 ประเทศเริ่มมีทิศทางเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน และในส่วนของค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อ 36 ประเทศเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือน ม.ค.

อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อว่า เงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุชั่วคราว โดยเกิดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในเดือน ม.ค. ผลจากการเปิดประเทศของจีนทำให้ตลาดคาดหวังว่าจะมีความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น (ราคาโภคภัณฑ์ในเดือน ก.พ. ปรับตัวลงมามาก และต่ำกว่าต้นปีแล้ว)

อย่างไรก็ตาม บางองค์ประกอบก็บ่งชี้ถงความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะได้เริ่มกระจายตัวเข้าไปสู่หมวดอื่น ๆ นอกจากสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้น โดยในประเทศพัฒนาแล้วเป็นผลจากค่าจ้างที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อราคาที่เพิ่มขึ้น (Wage-price spiral) และบางส่วนอาจเป็นเพราะความคาดหวังนโยบายการเงินที่จะผ่อนคลายขึ้น ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรผ่อนคลายลง ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางอ้อม ภาพเหล่านี้จึงทำให้ธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) เพื่อคุมความคาดหวังเงินเฟ้อดังกล่าว และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

ในส่วนของอีกองค์ประกอบหนึ่งของ "No landing scenario" คือ เศรษฐกิจที่ไปได้ต่อเนื่อง INVX มองว่า ภาพสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ไม่น่าจะสดใสมากอย่างที่หลายฝ่ายมอง โดยเราเชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันชะลอตัวต่อเนื่อง โดยงานศึกษาดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) โลกของ INVX บ่งชี้ว่า MPI ทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย (ชะลอตัวลงหรือหดตัวมากขึ้น) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมลดลง โดยจากการติดตาม MPI ทั่วโลกพบว่า 30 ใน 42 ประเทศ ดัชนีมีทิศทางชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้น และล่าสุดค่าเฉลี่ยของดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ -0.9% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวก่อนเกิดวิกฤต Covid ในต้นปี 2020

ภาพดังกล่าว ทำให้เราเชื่อว่า ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่องตามทิศทางนโยบายการเงินที่จะยังคงเข้มงวด ประกอบกับเงินออมของประชาชนที่เริ่มหมดลง ขณะที่สินค้าคงคลังที่ยังเหลืออยู่จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้าทำให้ผู้ประกอบการจะไม่รีบกลับมาเร่งการผลิตอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนในระยะถัดไป

ภาพดังกล่าวจะมีผลต่อนโยบายการเงินโลกโดยเฉพาะสหรัฐ โดยเราเชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 5.13% ณ เดือน พ.ค. และคงอยู่ในระดับเช่นนั้นจนถึงเดือน พ.ย. ขณะที่เงินเฟ้อผู้บริโภค (CPI) จะค่อย ๆ ชะลอลงจากระดับปัจจุบันที่ระดับ 6.4% ไปอยู่ที่ 3.5% ณ ธ.ค. 2023 ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายเริ่มสูงกว่าเงินเฟ้อ CPI ณ กลางปี 2023 ทำให้นโยบายการเงินสหรัฐจะเข้าสู่โหมดตึงตัว (Restrictive zone) ตั้งแต่กลางปี 2023 และจะเริ่มรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจและ/หรือภาคการเงินมีมากขึ้น จนกระทั่งทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยลงในที่สุด

ในส่วนของภาพเศรษฐกิจไทยนั้น มุมมองเราค่อนข้างตรงกับสภาพัฒน์ฯ ที่ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/22 ต่ำกว่าคาดมาก รวมถึงปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจาก 3.0-4.0% (ค่ากลง 3.5%) เป็น 2.7-3.7% (ค่ากลาง 3.2%)

ขณะที่มุมมองของ INVX นั้น ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 3.0% โดยเรามองว่าความเสี่ยงการส่งออกมีมาก (แม้ว่าจะยังไม่เท่าสภาพัฒน์ฯ ก็ตาม) โดยเรามองว่าการส่งออกจะไม่ขยายตัวในปีนี้ (ขณะที่สภาพัฒน์มองว่าจะหดตัว -1.6%) ขณะที่มองว่าการบริโภคจะเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยเราให้การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนปีนี้ที่ 4.0% สูงกว่าสภาพัฒน์ที่ 3.2% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวนั้น เรามองว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศในปีนี้ประมาณ 25 ล้านคน แต่รายได้ต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 4.7 หมื่นบาทต่อคน น้อยกว่าปีที่แล้วที่ประมาณ 5.2 หมื่นบาทต่อคน ทำให้รายได้เข้าประเทศไม่มากนักแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะมากขึ้น

No Landing ไม่น่าจะเกิด แต่เงินเฟ้อและเศรษฐกิจจะยังเป็นความเสี่ยง นักลงทุนและนักธุรกิจ โปรดระมัดระวัง


เขียนโดย ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์
ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน

เศรษฐกิจโลกและไทยในสถานการณ์ No Landing Scenario | Café Invest