สรุปประเด็นความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงแรง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ WSJ ระบุความเสี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
Markets
Macro Making Sense – 17 มี.ค. 2568

- ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงแรงความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งลง 11% เหลือ 57.9 ในมีนาคม 2025 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2022 และลดลงถึง 27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเป็น 4.9% สำหรับปีหน้าและ 3.9% สำหรับช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามทศวรรษ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนโดยหันมาซื้อสินค้าขนาดเล็กลงและลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในภาคธุรกิจ การกล่าวถึง "ภาษีนำเข้า" ในการประชุมรายงานผลประกอบการเพิ่มขึ้นจาก 49 ครั้งเป็น 683 ครั้ง และมีการประกาศแผนลดการจ้างงาน 172,017 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2020 เราวิเคราะห์ว่า แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะ Mild Stagflation มากกว่าภาวะถดถอยเต็มรูปแบบ โดยนโยบายภาษีคาดว่าจะกดดัน GDP เพียง -1.1% แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคและตลาดการเงิน
- นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.25-4.5% ตลอดครึ่งปีแรกของปี 2025 ก่อนปรับลดดอกเบี้ยสองครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายนและธันวาคม ตามการสำรวจของ Bloomberg News ความระมัดระวังนี้สะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะด้านการค้าและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์เกือบ 75% ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตในปี 2025 ขณะที่ประมาณ 2 ใน 3 เพิ่มการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากความกังวลเรื่อง "ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อ" (stagflation) Fed เผชิญความท้าทายระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับขนาด ระยะเวลา และเป้าหมายของภาษีในอนาคตทำให้การวางแผนนโยบายการเงินซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การตัดสินใจของ Fed จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีและความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลทรัมป์
- เราคงประมาณการดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดเพียง 25 bps สู่ 4.1% ในการประชุมเดือน มิ.ย. โดยเราเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มชะลอลงมากขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อจะชะลอครึ่งปีแรก ทำให้ Fed มี Window ในการลดดอกเบี้ยได้ ก่อนที่เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวหลังการลดภาษีนิติบุคคลจะเริ่มเห็นรูปร่างในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่เงินเฟ้อจะเริ่มปรับเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฐานต่ำที่หมดลง
- WSJ ระบุความเสี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น WSJ รายงานว่าความเสี่ยงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น โดยมีสัญญาณเตือนจาก (1) ดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นอันดับสองในรอบ 40 ปี ขณะที่ผู้บริหารบริษัทแทบไม่พูดถึง “Soft landing" ของเศรษฐกิจอีกต่อไป ด้านผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างชัดเจน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นที่ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 การเลือกซื้อสินค้าขนาดเล็กลง และการลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย โดยธุรกิจในชุมชนผู้อพยพได้รับผลกระทบอย่างมากจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเนรเทศ
- แม้ตลาดแรงงานจะยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราการว่างงานที่ 4.1% แต่สัญญาณเตือนภัยเริ่มปรากฏเช่นกัน โดยสัดส่วนพนักงานที่มีมุมมองบวกต่อนายจ้างลดลงเหลือ 44.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2016 และมีการประกาศแผนลดการจ้างงานสูงถึง 172,017 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2020 ขณะที่การเรียกร้องสิทธิประโยชน์จากการว่างงานในพื้นที่วอชิงตัน ดี.ซี. เวอร์จิเนีย และแมริแลนด์ เพิ่มขึ้น 49% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว WSJ ระบุว่าแม้รัฐบาลทรัมป์จะมีนโยบายการลดกฎระเบียบและการลดภาษีที่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความไม่แน่นอนในระยะสั้นส่งผลกระทบทางลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเองยังยอมรับว่าเศรษฐกิจอาจต้องการ "ช่วงเวลาดีท็อกซ์" ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีคลัง Scott Bessent

