การที่ Nvidia ผลักดันให้ Samsung, SK hynix และ Micron ใช้เทคโนโลยี 3 นาโนเมตรของ TSMC ผลิตชิปฐานสำหรับ NVHBM สะท้อนการยกระดับอุตสาหกรรมหน่วยความจำ AI ไปสู่การผลิตชิปเฉพาะทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ซึ่งเรามองเป็นบวกต่อ TSMC จากโอกาสขยายฐานรายได้และต่อ SK hynix จากความได้เปรียบด้าน HBM ขณะที่ Samsung มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดผ่านความร่วมมือดังกล่าว แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตและการแข่งขันจาก CXMT ของจีนที่อาจกดดันราคา DRAM ทั่วไป แม้ความต้องการ HBM ขั้นสูงยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง
Nvidia ดัน Samsung–TSMC ร่วมผลิต HBM ยุคใหม่ หนุนห่วงโซ่ AI

Nvidia ดัน Samsung–TSMC ร่วมผลิต HBM ยุคใหม่ หนุนห่วงโซ่ AI
1. Samsung เตรียมใช้เทคโนโลยี TSMC ผลิต HBM รุ่นใหม่ให้ Nvidia
· Samsung Electronics (005930 KS) เตรียมร่วมมือกับ TSMC (2330 TT) ในการผลิตชิปฐาน (Base Die) สำหรับหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นใหม่ NVHBM ของ Nvidia (NVDA US) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตระดับ 3 นาโนเมตรของ TSMC ตามรายงานของ Seoul Economic Daily เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2026 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Samsung จะใช้กระบวนการผลิตของ TSMC ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต HBM โดยตรง จากเดิมที่ผลิตทั้งชิปหน่วยความจำ (Core Die) และชิปฐานภายในบริษัทเอง
· ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนการปรับกลยุทธ์ของ Samsung จากการผลิตแบบครบวงจรภายในบริษัท ไปสู่การใช้ผู้ผลิตภายนอกสำหรับผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดหน่วยความจำ AI ที่มีข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังเป็นรายงานจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ไม่ใช่การยืนยันรายละเอียดสัญญาจัดซื้ออย่างเป็นทางการ
2. Nvidia กำหนดมาตรฐานการผลิตเดียวกันให้ Samsung, SK hynix และ Micron
· ตามรายงานดังกล่าว Nvidia ได้ขอให้ผู้ผลิต HBM รายใหญ่ทั้งสามแห่ง ได้แก่ Samsung Electronics, SK hynix (000660 KS) และ Micron Technology (MU US) ใช้เทคโนโลยี 3 นาโนเมตรของ TSMC สำหรับผลิตชิปฐาน และใช้เทคโนโลยี DRAM รุ่นที่ 6 หรือ 1c ในการผลิตชิปหน่วยความจำ โดย NVHBM จะพัฒนาบนโครงสร้าง HBM4E ซึ่งเป็นหน่วยความจำ HBM รุ่นที่ 7
· เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ HBM จากผู้ผลิตต่างรายมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอ ลดความซับซ้อนของการตรวจสอบคุณภาพ และช่วยให้ Nvidia สามารถจัดหาหน่วยความจำจากหลายบริษัทได้สะดวกขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องปรับแต่งระบบให้แตกต่างกันตามผู้ผลิตแต่ละราย
· เราประเมินว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานและเพิ่มอำนาจต่อรองของ Nvidia ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ Samsung และ Micron เพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับ SK hynix ซึ่งมีความได้เปรียบในตลาด HBM อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรฐานร่วมกันไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตทุกรายจะมีประสิทธิภาพ ต้นทุน หรืออัตราผลผลิตเท่ากัน เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิตหน่วยความจำและความสามารถในการประกอบชิปของแต่ละบริษัท
3. NVHBM ยกระดับประสิทธิภาพ AI และเพิ่มบทบาทของ TSMC ในห่วงโซ่ HBM
· NVHBM แตกต่างจาก HBM ทั่วไปตรงที่ Nvidia มีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบชิปฐานให้รองรับระบบควบคุมหน่วยความจำบางส่วน ซึ่งเดิมอยู่ภายใน GPU ทำให้มีโอกาสเพิ่มพื้นที่สำหรับวงจรประมวลผลและปรับปรุงประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูลระหว่างหน่วยความจำกับชิป AI โดยตามรายงานของ Seoul Economic Daily เทคโนโลยีดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มแบนด์วิดท์ได้สูงสุด 30% และลดการใช้พลังงานประมาณ 15% เมื่อเทียบกับ HBM4E มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประสิทธิภาพที่คาดหวัง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ยืนยันจากการผลิตเชิงพาณิชย์
· การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า HBM กำลังพัฒนาจากหน่วยความจำความเร็วสูงทั่วไป ไปสู่ชิปที่ออกแบบเฉพาะสำหรับระบบ AI ซึ่งต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง การออกแบบชิปฐาน และการประกอบชิปเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ TSMC มีโอกาสขยายบทบาทจากผู้ผลิตชิปประมวลผล AI ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหน่วยความจำขั้นสูง และอาจช่วยเพิ่มความต้องการกำลังการผลิตระดับ 3 นาโนเมตรในระยะยาว
· อย่างไรก็ตาม Samsung ยังมีแผนรักษากลยุทธ์การผลิตแบบครบวงจรสำหรับ HBM4 และ HBM4E มาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยี 4 นาโนเมตรของ Samsung Foundry ผลิตชิปฐาน และใช้เทคโนโลยี DRAM 1c ผลิตชิปหน่วยความจำ รวมถึงยังคงใช้รูปแบบการผลิตภายในสำหรับลูกค้ารายอื่น เช่น AMD นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้โรงงานของตนเองผลิตชิปฐาน NVHBM หากกำลังการผลิตของ TSMC ไม่เพียงพอ สะท้อนว่า Samsung กำลังเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตมากกว่ายุติกลยุทธ์การผลิตภายในบริษัท
4. ความเสี่ยงจาก CXMT และต้นทุนการผลิต อาจกดดันอัตรากำไรของผู้ผลิต DRAM
· แม้ความต้องการ HBM สำหรับ AI ยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่ผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ ได้แก่ Samsung, SK hynix และ Micron กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก ChangXin Memory Technologies (CXMT) ของจีน ซึ่งเร่งพัฒนาเทคโนโลยี DRAM และขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างหน่วยความจำ 4F² ที่มีศักยภาพเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลและลดต้นทุนต่อหน่วยในระยะยาว หากสามารถผลิตเชิงพาณิชย์ด้วยอัตราผลผลิตที่เหมาะสมได้สำเร็จ
· เราประเมินว่าความเสี่ยงจาก CXMT ในระยะสั้นถึงกลางจะกระทบตลาด DRAM ทั่วไปมากกว่าตลาด HBM ขั้นสูง เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิต DRAM อาจสร้างแรงกดดันต่อราคาขายเฉลี่ยและอัตรากำไรของผู้ผลิตรายเดิม โดยเฉพาะ Samsung ที่มีฐานรายได้จาก DRAM ขนาดใหญ่ ขณะที่ SK hynix และ Micron อาจได้รับผลกระทบเช่นกันหากการแข่งขันด้านราคาขยายวงกว้าง
· อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่า CXMT มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าผู้ผลิตรายใหญ่ในทุกประเภทผลิตภัณฑ์ อีกทั้งเทคโนโลยี 4F² ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการผลิตจำนวนมาก จึงยังไม่ควรประเมินว่าจีนจะเข้ามาแข่งขันด้านต้นทุนกับ HBM4E หรือ NVHBM ได้ทันที เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ การประกอบชิป และการรับรองคุณภาพจากลูกค้าที่สูงกว่า DRAM ทั่วไป
· นอกจากนี้ การที่ Nvidia ต้องการให้ผู้ผลิต HBM ใช้เทคโนโลยี 3 นาโนเมตรของ TSMC ยังอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตชิปฐานและลดความยืดหยุ่นด้านต้นทุนของ Samsung เมื่อเทียบกับการใช้โรงงานภายในบริษัท อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่แท้จริงต่ออัตรากำไรยังขึ้นอยู่กับราคาการผลิต อัตราผลผลิต ต้นทุนการประกอบชิป และราคาขาย NVHBM ซึ่งยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบที่ชัดเจน
5. เปรียบเทียบการแข่งขัน Samsung, SK hynix, Micron และ TSMC
การแข่งขันในตลาด HBM กำลังเปลี่ยนจากการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่ความสามารถด้านการออกแบบชิปฐาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และการส่งมอบผลิตภัณฑ์ตามข้อกำหนดของ Nvidia โดยแต่ละบริษัทมีความได้เปรียบและความเสี่ยงแตกต่างกัน
บริษัท | ความได้เปรียบหลัก | ความเสี่ยงสำคัญ | มุมมองการลงทุน |
|---|---|---|---|
Samsung (005930 KS) | มีทั้งธุรกิจ DRAM และโรงงานผลิตชิปของตนเอง พร้อมโอกาสเพิ่มส่วนแบ่ง HBM | แรงกดดันจาก CXMT ในตลาด DRAM และต้นทุนผลิตชิปฐานผ่าน TSMC ที่อาจสูงขึ้น | บวกต่อโอกาสฟื้นส่วนแบ่ง HBM แต่ต้องติดตามอัตรากำไร |
SK hynix (000660 KS) | ความเชี่ยวชาญด้าน HBM และความสัมพันธ์กับ Nvidia | การแข่งขันจาก Samsung และ Micron รวมถึงความเสี่ยงด้านราคา DRAM | ยังมีความได้เปรียบในตลาด HBM ขั้นสูง |
Micron (MU US) | เทคโนโลยี DRAM ขั้นสูงและโอกาสขยายรายได้จาก HBM | ต้องเพิ่มกำลังผลิตและรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน | บวกต่อการเติบโตของธุรกิจ HBM แต่การแข่งขันสูงขึ้น |
TSMC (2330 TT) | เทคโนโลยี 3 นาโนเมตรและฐานลูกค้าชิป AI รายใหญ่ | ข้อจำกัดกำลังการผลิต ต้นทุนลงทุนสูง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ | มีโอกาสได้รับประโยชน์จากผู้ผลิต HBM หลายราย |
· ในเชิงการแข่งขัน เรามองว่า SK hynix ยังคงมีความได้เปรียบจากความเชี่ยวชาญด้าน HBM และฐานลูกค้า Nvidia ขณะที่ Samsung มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดหากสามารถพัฒนา NVHBM ให้ผ่านข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพและต้นทุนได้สำเร็จ ส่วน Micron มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ Nvidia กระจายคำสั่งซื้อไปยังผู้ผลิตหลายราย
· สำหรับ TSMC เราประเมินว่ามีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตชัดเจนที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างรายได้จากการผลิตชิปฐานให้ผู้ผลิต HBM หลายราย โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาว่าผู้ผลิตหน่วยความจำรายใดจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ขนาดของประโยชน์ต่อรายได้และกำไรยังขึ้นอยู่กับปริมาณคำสั่งซื้อจริงและความพร้อมด้านกำลังการผลิต
มุมมอง InnovestX: บวกต่อ TSMC และ SK hynix แต่ระวังการแข่งขันและต้นทุน DRAM
· เราประเมินเป็นบวกต่ออุตสาหกรรมหน่วยความจำขั้นสูงจากความต้องการ HBM ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และการพัฒนา NVHBM ซึ่งเพิ่มความสำคัญของเทคโนโลยีการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร อย่างไรก็ตาม การกำหนดมาตรฐานร่วมกันของ Nvidia อาจทำให้การแข่งขันระหว่างผู้ผลิต HBM เข้มข้นขึ้น ขณะที่การขยายกำลังผลิตของ CXMT มีโอกาสกดดันราคาขายและอัตรากำไรในตลาด DRAM ทั่วไป โดยเฉพาะหากอุปทานจากจีนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการ
· ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อ TSMC (2330 TT/TSM US) จากโอกาสขยายบทบาทในห่วงโซ่การผลิต HBM และ SK hynix (000660 KS) จากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและฐานลูกค้า Nvidia ขณะที่ Samsung (005930 KS) มีโอกาสฟื้นส่วนแบ่งตลาดผ่านความร่วมมือกับ TSMC แต่ต้องติดตามต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันกับ CXMT ส่วน Micron (MU US) ยังได้รับประโยชน์จากความต้องการ HBM ที่เติบโต แต่มีความเสี่ยงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ด้าน Nvidia (NVDA US) ได้ประโยชน์จากการกระจายฐานผู้ผลิตและลดข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยปัจจัยที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าการพัฒนา NVHBM กำลังการผลิต 3 นาโนเมตรของ TSMC และแนวโน้มราคาขาย DRAM ทั่วไป
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

