- โทนการประชุม – เป็นกลาง
- ผู้บริหารคาดว่าผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางจะอยู่ในระดับเป็นกลาง เนื่องจากเรือเกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้สัญญาเช่าเหมาลำแบบระยะเวลา (time charter) และสัญญาขนส่งสินค้า (contract of affreightment) ซึ่งได้รับผลกระทบจำกัดจากต้นทุนเชื้อเพลิงและประกันภัยที่เพิ่มขึ้น
Markets
PRM: สรุปประเด็นสำคัญการประชุมนักวิเคราะห์
PRMSET

- เรือ VLCC ทั้งสามลำที่ขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ออกจากพื้นที่ความเสี่ยงสูงบริเวณตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยสองลำอยู่ระหว่างขนส่งน้ำมันดิบมายังประเทศไทย หนึ่งลำได้ถึงท่าเรือในไทยแล้ว และอีกลำจะมาถึงในวันที่ 20 มี.ค. ส่วน VLCC อีกหนึ่งลำอยู่ในสภาพเรือเปล่า (ballast) รอคำแนะนำจากผู้เช่าเรือบริเวณนอกเขตเสี่ยงใกล้ชายฝั่งตะวันตกของอินเดีย PRM ยังคงดำเนินงานอย่างระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงจากสงคราม
- ตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักในปี 2026 คือเรือบริการนอกชายฝั่ง (OSV) จากเรือใหม่ และเรือเก็บกักลอยน้ำ (FSU) จากผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน (เงินบาทอ่อนค่า)
- นอกจากการดำเนินงานเต็มปีของเรือใหม่ที่เริ่มให้บริการในปี 2025 แล้ว การซ่อมบำรุงเรือ (drydocking) ที่ลดลงเหลือเพียง 12 ลำ จาก 26 ลำในปี 2025 และไม่มีแผนซ่อมบำรุงสำหรับ VLCC ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้และกำไรในปี 2026
- บริษัทตั้งเป้าเพิ่มเรือ 5 ลำในปี 2026 โดยเป็นเรือใหม่ 4 ลำ และเรือมือสอง 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือเก่าและทำให้กองเรือทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเรือและอัตราค่าระวาง
- ในธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันและเคมีภัณฑ์ ผู้บริหารคาดว่ามาร์จิ้นจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากกัมพูชาไปฟิลิปปินส์และติมอร์ PRM จะขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย เนื่องจากการเติบโตของความต้องการน้ำมันในประเทศไทยคาดว่าจะยังอ่อนแอ ตามประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน การขยายกองเรือในกลุ่มธุรกิจนี้จะยังคงทำอย่างระมัดระวัง
- มุมมอง INVX: เรายังคงมองว่า กำไรของ PRM มีแนวโน้มได้รับการปกป้องจากสงครามในตะวันออกกลาง จากโมเดลธุรกิจที่บริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวังเพื่อลดการเผชิญความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทเน้นการขยายและยกระดับกองเรือให้ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการในพื้นที่ศักยภาพสูง เราคงคำแนะนำ “OUTPERFORM” พร้อมประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 9.7 บาทต่อหุ้น (จากเดิม 9 บาทต่อหุ้น) อิงจากจำนวนหุ้นคงค้างใหม่หลังการตัดหุ้นซื้อคืนออก

