คาด SET ยังมีโอกาสรีบาวน์ได้จากภาวะ Oversold ทางเทคนิค โดยติดตามแนวรับบริเวณ 1422 และ 1410 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1435 จุด หากขึ้นทะลุผ่านได้ จะเห็นภาพการฟื้นตัวชัดขึ้น โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 1440 จุด ประเด็นติดตามประชุมครม. สัญจร และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนปิดทำการ และวันนี้เปิดครึ่งวัน เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า
Sawasdee – November 29, 2024

ยังลุ้นรีบาวน์ หากผ่าน 1435 ได้ดี
ประเด็นสำคัญ
- ม.หอการค้าไทยคาด GDP ของไทยในปี 2568 เติบโต 3% โดยมีปัจจัยหนุนที่สำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐ การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน ส่งออก และท่องเที่ยว รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่มีเสถียรภาพ
- ส.อ.ท. เผยอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ตกต่ำสุดในรอบ 15 ปี โดยปรับลดเป้าผลิตแล้ว 2 ครั้งๆ จากต้นปี 9 ล้านคัน เหลือ 1.7 ล้านคันเมื่อช่วงกลางปี และล่าสุดเหลือ 1.5 ล้านคัน ส่วนปี 2568 มองยังซบเซาต่อเนื่อง หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
- ส.อ.ท. เสนอต่อนายกฯ ให้จัดตั้งกองทุนชดเชนการขาดทุนสินเชื่อมูลค่า 5 พันลบ. เพื่อชดเชยสินเชื่อให้มากที่สุดไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อคน เชื่อจะช่วยหนุนยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนคัน
- Salesforce เผยยอดขายออนไลน์ในช่วงครึ่งแรกของวันหยุดเนื่องในวัน Thanksgiving เพิ่มขึ้นประมาณ 4%YoY ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นเพียง 2%YoY ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้บริโภคให้ความสนใจโปรโมชันลดราคาสินค้าจากบรรดาบริษัทค้าปลีก
- OPEC+ ยืนยันเลื่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีเป็นวันที่ 5 ธ.ค. จากเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 1 ธ.ค. เพื่อกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมัน คาดจะมีมติเลื่อนแผนการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันออกไปเป็นเดือนก.พ. 2568 ท่ามกลางความกังวลอุปสงค์ที่ซบเซาในตลาด
- โตโยต้าเผยยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลกเดือนต.ค. ปรับลง 8%YoY ลดลง 9 เดือนต่อเนื่อง และนิสสันมอเตอร์เผยยอดผลิตรถยนต์ทั่วโลก ต.ค. ปรับลง 6%YoY ลดลง 5 เดือนติดต่อกัน แรงกดดันจากการผลิตในสหรัฐฯ และจีนที่ลดลง
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ หลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ ทั้งนี้ปัจจัยต่างประเทศยังค่อนข้างจำกัด ส่วนกระแสเงินทุนคาดยังมีแนวโน้มไหลออกต่อเนื่องจากตลาดหุ้น EM รวมทั้งไทยและจีน สืบเนื่องมาจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของทรัมป์ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังอยู่ในช่วง บจ. ให้แนวโน้มผลประกอบการ 4Q67 และปี 2568 พร้อมรอติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy”
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบหลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ โดย Fund Flow ยังมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดหุ้น EM และในประเทศยังอยู่ในช่วง บจ. ให้แนวโน้มผลประกอบการและรอมาตรการกระตุ้นศก. เพิ่มเติมของรัฐ กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 4 ธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
- หุ้นที่คาดได้อานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นการบริโภค, ท่องเที่ยว และมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนของภาครัฐ แนะนำ กลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPAXT CRC HMPRO TNP) กลุ่มท่องเที่ยว (AWC AOT MINT) และกลุ่มธนาคาร (BBL)
- หุ้น Earning Play ซึ่งมองมีโมเมนตัมกำไร 4Q67 จะเติบโตดี YoY และ QoQ อีกทั้งเราแนะนำ Outperform เลือก GULF OSP CBG AMATA AU TIDLOR BCP
- หุ้นที่จ่ายปันผลสูงและคาดได้อานิสงส์จากการเป็นเป้าหมายสะสมของกองทุนวายุภักษ์และกองทุนที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วงปลายปี แนะนำหุ้น SET100 ที่คาดให้ Div. Yield ขั้นต่ำปีละ 3.5% และมี ESG Rating และ CG สูง อีกทั้งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2025 เลือก BBL ADVANC HMPRO
- สำหรับนักลงทุนที่ยังกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางและต้องการหุ้นน้ำมันสำหรับป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ยังคงเลือกหุ้นน้ำมันขั้นต้นอย่าง PTTEP
Daily top picks
BCH: 4Q67 มองเป็นไตรมาสสุดท้ายที่มีความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณ SC ไม่เพียงพอ และปี 2568 คาดจะรายงานกำไรปกติเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มการแพทย์ที่ 19%YoY ขณะที่มอง risk/reward น่าสนใจในการเข้าซื้อสะสม หลังช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลง 7% จนทำให้เทรด PER 68F ที่ 22 เท่า ใกล้กับระดับ -2SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต
BBL: เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร โดยมองมีปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นจาก 1) Valuation ถูกที่สุด 2) ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ 3) สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุด โดยคาดสินเชื่อจะฟื้นตัวเติบโตได้ดีใน 4Q67 ซึ่งล่าสุด ต.ค. สินเชื่อเติบโตแข็งแกร่งที่สุดที่ 1.4%MoM แรงหนุนจากสินเชื่อกิจการต่างประเทศและสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่
