ตลาดหุ้นเอเชียร่วงทั่วหน้า หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านดันน้ำมันขึ้นต่อ ตลาดกลับมา Price In การขึ้นดอกเบี้ย แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง รอ NFP และ CPI
by INVX Investment Strategy & Research
2 กันยายน 2026

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงทั่วหน้า หลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านดันน้ำมันขึ้นต่อ ตลาดกลับมา Price In การขึ้นดอกเบี้ย แนะลงทุนอย่างระมัดระวัง รอ NFP และ CPI
by INVX Investment Strategy & Research
2 กันยายน 2026
ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับลงทั่วหน้า นำโดย KOSPI -3.4% Nikkei -2.8% TOPIX -2.2% ขณะที่ Hang Seng -1.2% และ CSI 300 -1.3% ปรับลงน้อยกว่า ต้นตอเกิดจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศอิหร่านรอบใหม่ ทำให้ความเสี่ยงต่อ Strait of Hormuz กลับมา ดัน Brent ทะลุ 96 ดอลลาร์ จุดกระแสกังวลเงินเฟ้อ และนำไปสู่การเทขายพันธบัตรทั่วโลก (US 10Y 4.81% US 30Y 5.29% JGB 10Y แตะ 3% ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี) จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือตลาดกลับมา Price โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 16 ก.ย. มากกว่า 50% กดดันตลาดเอเชียเหนือซึ่ง High Beta และกระจุกตัวใน AI/Semiconductor หนักที่สุด InnovestX แนะนำลงทุนอย่างระมัดระวัง ยังไม่เพิ่มความเสี่ยง ล็อกกำไรบางส่วน และรอดูตัวเลข NFP (4 ก.ย.) กับ CPI (11 ก.ย.) ก่อนตัดสินใจครั้งถัดไป
สรุปสถานการณ์
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดวันพุธด้วยแรงขายทั่วหน้า KOSPI ร่วง 3.4% หนักที่สุดในภูมิภาค ตามด้วย Nikkei 225 -2.8% และ TOPIX -2.2% ฝั่งจีนปรับลงน้อยกว่าโดย Hang Seng -1.4% และ CSI 300 -1.3% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia Pacific ex-Japan ปรับลงราว 1.8% สาเหตุหลักๆ ประกอบด้วย
1.สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบใหม่ ดันราคาน้ำมันขึ้นวันที่ 3 ติดต่อกัน: สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันอังคาร ต่อเนื่องจากการโจมตีฐานยิงจรวดใกล้ Strait of Hormuz ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ Brent Crude ปรับขึ้นทะลุ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+1.3%) และ WTI ขึ้นมาที่ 91.59 ดอลลาร์ (+1.5%) ซึ่งการที่ราคาน้ำมันขึ้นไม่หยุด เป็นตัวจุดกระแสกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่ และเป็นต้นตอของทั้งแรงขายในตลาดหุ้นและการเทขายพันธบัตรทั่วโลก
2.Bond Yield ทั่วโลกปรับขึ้นพร้อมกัน: US Treasury 10Y ขยับขึ้นมาที่ 4.81% และ 30Y ขึ้นแตะ 5.29% ด้าน JGB 10Y ของญี่ปุ่นทำจุดสูงสุดในรอบ 30 ปี โดยแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ส่วนพันธบัตรฝรั่งเศสและเยอรมนีถูกเทขายจนอัตราผลตอบแทนขึ้นไปสูงสุดในรอบ 15 ปี สะท้อนว่าแรงขายครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตลาดใดตลาดหนึ่ง
3.ตลาดกลับมา Price In การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed: Fed Funds Futures สะท้อนโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. ที่ระดับ 67% เพิ่มขึ้นจาก 39.6% เมื่อสัปดาห์ก่อน (อ้างอิง CME FedWatch) ถือเป็นการเปลี่ยนสมมติฐานของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มองวัฏจักรผ่อนคลาย มาเป็นความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยจะกลับทิศ
Implication
การปรับตัวลงรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณว่า AI Cycle จบลง แต่เป็นการ Re-price สมมติฐานเรื่องอัตราดอกเบี้ย สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคือพันธบัตรไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Safe Haven ในรอบนี้ เพราะโดยปกติ Geopolitical Shock เงินมักไหลเข้าพันธบัตรและทองคำ แต่ครั้งนี้พันธบัตรกลับถูกขายแรง ขณะที่ราคาทองคำปรับลงมาต่อเนื่อง ทั้งที่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งจริง เหตุผลคือ Real Yield ที่ปรับขึ้นหักล้างแรงหนุนจาก Safe-haven Demand ผลคือ Correlation ระหว่างหุ้นและพันธบัตรกลับมาเป็นบวก นักลงทุนจึงไม่สามารถพึ่งการกระจายสินทรัพย์แบบเดิมได้ในระยะสั้น
แม้ตลาดจะ Price การขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ตลาดยังต้องเลือกชั่งน้ำหนัก อันแรกคือเงินเฟ้อรอบนี้มาจาก Supply Shock ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารกลางมักไม่ค่อยตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ย และตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแรงผ่าน JOLTs การขึ้นดอกเบี้ยท่ามสัญญาณตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนลง จึงเป็นการตัดสินใจที่มีต้นทุนสูง นี่คือเหตุผลที่ตัวเลข NFP วันที่ 4 ก.ย. และ CPI วันที่ 11 ก.ย. จะเป็นตัวชี้ขาด ไม่ใช่ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
และถ้าดู reaction ของตลาดเอเชียเช้านี้ การที่เกาหลีและญี่ปุ่นร่วงแรงกว่าจีนและฮ่องกง สาเหตุเป็นเพราะตลาดเกาหลีมีการกระจุกตัวสูงมากในกลุ่ม Semiconductor และ AI Supply Chain จึงมี Beta ต่อ Global Rate Cycle สูงที่สุดในภูมิภาค ส่วนญี่ปุ่นมีปัจจัยเฉพาะจาก JGB Yield ที่ทะลุ 3% ซึ่งกระทบต้นทุนทางการเงินในประเทศโดยตรง ในทางกลับกัน จีนและฮ่องกงซื้อขายที่ Valuation ต่ำกว่าและมีความเชื่อมโยงกับวัฏจักรดอกเบี้ยสหรัฐฯ น้อยกว่า จึงปรับตัวลงน้อยกว่านั่นเอง
โดยรวม โหมดของตลาดคือ Wait-and-See โดยมีเส้นตายที่ชัดเจนคือช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า
คำแนะนำการลงทุน
ในภาวะที่ตัวแปรหลักสองตัว คือทิศทางราคาน้ำมันและท่าทีของ Fed ยังไม่มีความชัดเจน InnovestX จึงแนะนำลงทุนอย่างระมัดระวัง และรักษาสภาพคล่องของพอร์ต โดยมีจุดตัดสินใจที่ชัดเจนรออยู่แล้วสองจุด คือ NFP วันที่ 4 ก.ย. และ CPI วันที่ 11 ก.ย. ก่อนการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย.
ด้านตลาดหุ้น สำหรับนักลงทุนที่ถือสถานะซึ่งมีกำไรอยู่ โดยเฉพาะกลุ่ม Asia Tech และ AI ที่ปรับขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี แนะนำ ทยอยล็อกกำไรบางส่วน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสด ทั้งนี้อาจพิจารณากลับเข้าลงทุนเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เพราะปัจจัยพื้นฐานของ AI Cycle ยังไม่เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือ Discount Rate ที่สูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยกดดัน
ด้านตราสารหนี้ แนะนำลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (3-7 ปี) ซึ่งให้ Carry yield ที่น่าสนใจโดยรับผลลบจาก Bond Yield ขาขึ้น (Duration risk) ที่จำกัดกว่าตราสารหนี้ระยะยาว
ด้านทองคำ แนะนำถือสำหรับผู้ที่มีอยู่แล้วเพื่อ hedge port ยังไม่ควรเพิ่มน้ำหนัก เนื่องจาก Real Yield ที่ปรับขึ้นแรง เป็นปัจจัยกดดันโดยตรง