Café Invest
Markets

หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สถิติชี้ตลาดหุ้นมักย่อตัวในช่วง 1–3 เดือนแรกก่อนฟื้นตัว แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เมื่อย่อตัว

หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สถิติชี้ตลาดหุ้นมักย่อตัวในช่วง 1–3 เดือนแรกก่อนฟื้นตัว แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เมื่อย่อตัว

หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สถิติชี้ตลาดหุ้นมักย่อตัวในช่วง 1–3 เดือนแรกก่อนฟื้นตัว แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เมื่อย่อตัว

by InnovestX Investment Strategy & Research

15 กันยายน 2569

ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bp ในการประชุมสัปดาห์นี้ ด้วยความน่าจะเป็นราว 90% InnovestX รวบรวมสถิติจากการขึ้นดอกเบี้ย "ครั้งแรกของรอบ" 5 ครั้งหลังสุด (1997, 1999, 2004, 2015 และ 2022) พบว่า S&P 500 ปรับลงเฉลี่ย 3.5% ใน 1 เดือน และยังติดลบต่อเนื่องถึง 3 เดือน ก่อนฟื้นตัวเป็นบวกเฉลี่ย 10.0% ที่ 12 เดือน โดย 4 ใน 5 รอบดังกล่าวเกิดขึ้นขณะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเกิน 4% แต่รอบนี้ขยายตัวเพียง 2.1% เท่ากับรอบปี 2015 ซึ่งเป็นรอบที่ตลาดปรับลงแรงที่สุดที่ 9.3% ใน 1 เดือน ในเชิงกลุ่มอุตสาหกรรม ข้อมูลของ InnovestX ชี้ว่ากลุ่ม Energy ให้ผลตอบแทนส่วนเกินสม่ำเสมอที่สุดในทุกกรอบเวลา ขณะที่ Technology อ่อนแอในช่วง 1–6 เดือนแรกแต่กลับนำตลาดที่ 12 เดือน (เป็นบวก 4 ใน 5 ครั้ง) ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนการทยอยสะสมเมื่อย่อตัวมากกว่าการเข้าซื้อทันที ส่วน Financials ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในทุกกรอบเวลา InnovestX ประเมินว่า จุดเข้าซื้อหุ้นที่ดีมักอยู่ในช่วง 1–3 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่วันแรก จึงแนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เมื่อย่อตัว หากต้องการลงทุนเน้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม อาจพิจารณากลุ่ม Energy Technology และ Utilities

Fact

ตลาดการเงินสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่การประชุม FOMC ในวันพุธนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bp ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบนี้ หลังชุดข้อมูลสำคัญทั้ง NFP PPI และ CPI ออกมาครบ ความน่าจะเป็นที่ตลาดให้กับการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 90% จากประมาณ 70% ก่อนหน้า ซึ่งสามารถสรุปสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ก่อนประชุม Fed ได้ดังนี้

  • แม้ตัวเลข CPI เดือนส.ค. ส่วนใหญ่จะออกมาตามคาด แต่ Core CPI +0.3% MoM สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 0.2% และเร่งขึ้นจาก 0.2% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Headline CPI เพิ่มขึ้น 0.4% MoM ตามคาด ทำให้ CPI รายปีอยู่ที่ 3.4% คือยังห่างไกลกับ Hard Target ของ Warsh ที่ 2% ตัวเลขดังกล่าวตามหลัง PPI เดือนสิงหาคมที่เร่งตัวขึ้นเช่นกัน และเป็นปัจจัยหลักที่ผลักให้ตลาด Price in การขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าเกือบเต็มที่
  • การโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาพลังงานในระดับผู้ผลิตเร่งตัวจนสะท้อนเข้ามาใน PPI ปัจจัยนี้สำคัญเพราะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่ง Supply ซึ่งนโยบายการเงินจัดการได้ยากกว่าเงินเฟ้อจากฝั่ง Demand
  • การปรับขึ้นของ Yield ระยะยาวรอบนี้ไม่ได้มาจากการคาดการณ์นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่มาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความต้องการเงินทุนสำหรับการลงทุนด้าน AI และการปรับมุมมองต่อเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ประกอบกัน ปัจจุบันตลาดอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าสะท้อนการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้ง (ครั้งละ 25 bp) ภายในกลางปี 2570 ทำให้เกณฑ์ที่ Fed จะ Surprise ในทาง Hawkish สูงขึ้นมาก
  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในระดับปานกลาง ไม่ใช่ภาวะร้อนแรง โดย US Real GDP ขยายตัว 2.1% YoY ใน 2Q26 ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงศักยภาพระยะยาว จุดนี้เป็นความแตกต่างสำคัญจากรอบการขึ้นดอกเบี้ยในอดีตส่วนใหญ่

Impact

เพื่อตอบคำถามว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักตอบสนองอย่างไรหลัง Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก InnovestX ได้รวบรวมและคำนวณสถิติจากฐานข้อมูลราคา โดยคัดเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ย "ครั้งแรกของรอบ" จำนวน 5 เหตุการณ์ ได้แก่ 25 มี.ค. 1997, 30 มิ.ย. 1999, 30 มิ.ย. 2004, 16 ธ.ค. 2015 และ 16 มี.ค. 2022

ที่มา: Bloomberg

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกไม่ได้เป็นสัญญาณจบรอบ Bull Market แต่สะท้อนช่วงเวลาที่ตลาดต้องปรับฐาน Valuation ให้สอดคล้องกับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น จากตารางจะเห็นว่า จุดต่ำสุดของผลตอบแทนอยู่ที่ราว 1 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก และยังติดลบต่อเนื่องถึง 3 เดือน ก่อนพลิกเป็นบวกหลังจากผ่านไป 6 เดือน ทั้งนี้ค่ามัธยฐานที่ 12 เดือนอยู่ที่ +6.0% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ +10.0% เนื่องจากค่าเฉลี่ยถูกดึงขึ้นโดยรอบปี 1997 ที่ให้ผลตอบแทนถึง +39.7% นักลงทุนจึงควรใช้ค่ามัธยฐานเป็นกรอบคาดการณ์ที่สมจริงกว่า

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เงื่อนไขเศรษฐกิจรอบนี้ต่างจากอดีต เมื่อคัดกรองด้วยอัตราการขยายตัวของ GDP ณ ไตรมาสที่ขึ้นดอกเบี้ย พบว่า 4 ใน 5 เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะเศรษฐกิจขยายตัวเกิน 4% (1997: 4.3%, 1999: 4.7%, 2004: 4.2%, 2022: 4.0%) มีเพียงรอบปี 2015 ที่ GDP ขยายตัว 2.1% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน (2Q26) พอดี และรอบ 2015 นี้เองที่ตลาดปรับตัวลงแรงที่สุดในกลุ่มตัวอย่างที่ 9.3% ใน 1 เดือน เทียบกับค่าเฉลี่ย 2.0% ของกลุ่มที่เศรษฐกิจแข็งแรง ข้อควรระวังคือกลุ่ม "เศรษฐกิจไม่แข็งแรง" มีเพียง 1 ตัวอย่าง จึงไม่สามารถสรุปเป็นกฎได้ แต่ชี้ว่าค่าเฉลี่ยที่ดูผ่อนคลายนั้นมาจากรอบที่เศรษฐกิจร้อนแรงกว่าปัจจุบันเป็นหลัก

เจาะลึกรอบปี 2015 — กลุ่มไหนลงแรง กลุ่มไหนทนได้ และเพราะอะไร

ที่มา: Bloomberg

สาเหตุของการปรับตัวลงของตลาดปี 2015 ไม่ได้เกิดจากการขึ้นดอกเบี้ยโดยตรง แต่เกิดจาก Growth Scare ทั้งราคาน้ำมันที่ดิ่งลง ความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและการลดค่าเงินหยวน รวมถึงภาคการผลิตสหรัฐฯ ที่หดตัว ผลคือ Bond Yield ระยะยาวปรับลงไม่ใช่ปรับขึ้น ทำให้กลุ่ม Bond Proxy อย่างกลุ่ม Utilities, Real Estate และ Consumer Staples ได้ประโยชน์ ขณะที่กลุ่ม Energy และ Materials ถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่ม Financials ถูกกดดันจาก Yield Curve ที่แบนลง

ถึงแม้ว่ารอบปี 2015 จะคล้ายกับปัจจุบันในแง่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่กลไกที่กดดันตลาดต่างกัน รอบนี้แรงกดดันมาจาก Yield ที่ปรับขึ้นและเงินเฟ้อฝั่ง Supply ไม่ใช่ความกังวลเรื่องการเติบโตที่ทำให้ Yield ปรับลง การนำผลของรอบ 2015 มาใช้จึงควรใช้เป็นกรอบความเสี่ยงด้านขนาดของการปรับฐาน มากกว่าจะคาดหวังให้กลุ่มอุตสาหกรรมเคลื่อนไหวซ้ำรอยเดิม

ผลตอบแทนรายกลุ่มจากฐานข้อมูลของ InnovestX

ตารางด้านล่างแสดงผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return; %) ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ InnovestX มองว่ามีข้อสรุปที่น่าสนใจ เทียบ S&P 500 เป็นค่ามัธยฐานและ Hit Rate (จำนวนครั้งที่ผลตอบแทนเป็นบวก) จากทั้ง 5 รอบ

ที่มา: Bloomberg

ข้อสรุปที่น่าสนใจ มี 3 ข้อ

1. กลุ่ม Energy เป็นกลุ่มเดียวที่ให้ผลตอบแทนส่วนเกินเป็นบวกสม่ำเสมอในทุกกรอบเวลา

2. กลุ่ม Technology ให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดตลอดช่วง 1–6 เดือนแรก แต่กลับมานำตลาดที่ 12 เดือน

3. กลุ่ม Utilities มีรูปแบบตรงข้าม คือแข็งแกร่งในช่วงที่ตลาดปรับฐานแต่ผลตอบแทนที่บวกขึ้นมา ลดลงเหลือเพียง +2.1% หลังผ่านไป 12 เดือน จึงเหมาะเป็นที่หลบภัยระหว่างทาง

Action

ในภาวะที่ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงและตลาดหุ้นยังอยู่ใกล้จุดสูงสุด InnovestX แนะนำให้ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสมมากกว่าการเข้าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว

ด้านตลาดทุน InnovestX ยังคงมุมมอง Buy on Dip ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยสถิติชี้ว่าจุดเข้าซื้อที่ดีมักอยู่ในช่วง 1–3 เดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ไม่ใช่วันแรก โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลสถิติ สามารถแบ่งคำแนะนำออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มที่แนะนำทยอยสะสม — Technology และ Energy กลุ่ม Technology เป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนด้อยกว่าตลาดในช่วงแรกแต่กลับมานำตลาดที่ 12 เดือนถึง 4 ใน 5 ครั้ง จึงเป็นกลุ่มที่เหมาะกับการสะสมเมื่อย่อตัวมากที่สุด โดยเน้นหุ้นที่มี Demand รองรับ งบดุลแข็งแกร่ง และกำไรเติบโต ส่วนกลุ่ม Energy ให้ผลตอบแทนส่วนเกินสม่ำเสมอที่สุดในทุกกรอบเวลา และยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันในภาวะความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้สูงเท่านั้น

2. กลุ่มที่ใช้หลบภัยระหว่างทาง — Utilities ให้ผลตอบแทนส่วนเกินเป็นบวก 4 ใน 5 ครั้งในช่วง 1–3 เดือนแรก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตระหว่างช่วงปรับฐาน ดังนั้นด้วยภาพนี้ GRID ที่มีสัดส่วนของกลุ่ม Utilities อยู่บางส่วน จึงยังสามารถถือต่อหรือทยอยสะสมได้

3. กลุ่มที่แนะนำชะลอ — กลุ่ม Financials ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดในทุกกรอบเวลาที่ศึกษา ขณะที่ Consumer Staples ให้ผลตอบแทนส่วนเกินค่ามัธยฐาน -7.2% ที่ 12 เดือน และเป็นบวกเพียง 1 ใน 5 ครั้ง ทั้งนี้ สำหรับกลุ่ม Financials ต้องแยกให้ชัดระหว่างผลตอบแทนเชิงสถิติระยะสั้นกับพื้นฐานระยะกลาง กลุ่มนี้ยังได้ประโยชน์จาก NIM ที่กว้างขึ้นในภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน การชะลอน้ำหนักจึงเป็นมุมมองเชิงจังหวะ (Tactical) ไม่ใช่การเปลี่ยนมุมมองพื้นฐาน

ด้านตราสารหนี้ เน้น Duration 3-5 ปี เพื่อรับ Carry Yield ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ พร้อมจำกัดความเสี่ยงจาก Duration ในช่วงที่ความผันผวนของ Yield ระยะยาวยังสูง หลีกเลี่ยงการเพิ่มน้ำหนัก Long Duration Bond จนกว่าจะเห็นสัญญาณว่าตลาดหยุด Price in การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ด้านทองคำ คงน้ำหนักเดิมสำหรับผู้ที่ถืออยู่แล้ว ยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในช่วงที่ Real Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยหนุนในทางตรงข้ามก็ตาม ทั้งนี้หาก Fed คงดอกเบี้ยสวนทางกับที่ตลาดคาด ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด และควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักในกรณีดังกล่าว

โดยสรุป การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกมักสร้างแรงกดดันระยะสั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางระยะกลางของตลาด ตราบใดที่ EPS Growth ยังเติบโต อย่างไรก็ดี เงื่อนไขเศรษฐกิจรอบนี้ที่อ่อนกว่าอดีตทำให้ Downside Risk ในช่วง 1–3 เดือนแรกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่สถิติแสดง จึงแนะทยอยสะสมเมื่อย่อตัว โดยเน้นกลุ่ม Technology Energy และ Utilities

หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก สถิติชี้ตลาดหุ้นมักย่อตัวในช่วง 1–3 เดือนแรกก่อนฟื้นตัว แนะทยอยสะสมหุ้นสหรัฐฯ เมื่อย่อตัว | Café Invest