🔸ล่าสุดสถานการณ์น้ำมันโลกก้าวสู่จุดวิกฤติ เมื่อมาตรการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของ IEA ที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล ถูกกลบด้วยความตึงเครียดหลังอิหร่านยืนยันปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อ ดันให้ราคา Brent ดีดตัวแตะ US$100/bbl อีกครั้ง เพราะปริมาณที่ระบายออกมายังน้อยกว่าน้ำมันที่หายไปจากตลาดเกือบเท่าตัว ซ้ำร้ายโลกขาดแคลน "น้ำมันดีเซล" แต่น้ำมันสำรองเป็น "น้ำมันดิบ" จึงติดคอขวดที่โรงกลั่น บวกกับ ปัญหาค่าขนส่งและประกันภัยเรือที่พุ่งสูง ทำให้ตลาดมองว่านี่คือไม้ตายสุดท้ายที่จำกัด หากมาตรการนี้ล้มเหลว โลกจะไร้เกราะป้องกันจนเงินเฟ้อพุ่ง และบีบให้ธนาคารกลางคงดอกเบี้ยสูงไว้นาน ขณะที่ฝั่งไทยเริ่มเข้าสู่โหมด "Management Crisis" หลังรัฐบาลจ่อปรับราคาดีเซลแบบขั้นบันไดในสัปดาห์หน้า และเรียกโรงกลั่นเข้าหารือวันนี้ กลยุทธ์ลงทุนยังเน้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP, XOM, CVX, OXY) เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง พร้อมจับตากลุ่มโรงกลั่นไทย (TOP, BCP) ที่มีโอกาสจาก Crack Spread พุ่งแรง แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากมาตรการแทรกแซงราคาของภาครัฐว่าจะกระทบค่าการกลั่นหรือไม่
🔥IEA ระบายน้ำมันสำรองมากสุดในประวัติศาสตร์...ความท้าทายในการรับมือวิกฤติและนัยต่อกลยุทธ์กลุ่มพลังงาน

🔸การที่ IEA ตัดสินใจระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลก 400 ล้านบาร์เรล (มากกว่าตอนวิกฤติยูเครนปี 2564 ถึง 2 เท่า) ถือเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดราคาน้ำมัน หลังเกิดภาวะชะงักงันรุนแรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดเกือบ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และถือเป็นวิกฤตพลังงานครั้งเลวร้ายที่สุดนับจากทศวรรษ 1970
🔸ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent กลับดีดตัวสูงขึ้นมาแตะระดับ US$100/bbl อีกครั้ง ไม่ตอบสนองต่อแผนระบายน้ำมันมหาศาลของ IEA ซึ่ง INVX มองมีสาเหตุจาก 1) ปริมาณน้ำมันที่จะปล่อยออกมา 400 ล้านบาร์เรล ถึงแม้จะระบายได้เร็วใน 1 เดือน แต่เฉลี่ยตกวันละ 13 ล้านบาร์เรล ก็ยังห่างไกลกับน้ำมันที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซวันละ 20 ล้านบาร์เรล 2) น้ำมันสำรองส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบ (Crude) ขณะที่ตอนนี้โลกเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล ทำให้การระบายน้ำมันดิบอาจไม่ช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ทันทีเพราะคอขวดอยู่ที่โรงกลั่นที่หายไปในภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง และ 3) มีปัญหา logistics ที่ขนส่งน้ำมันได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีท่อส่งน้ำมันรองรับ แต่โลกกำลังขาดแคลนเรือบรรทุกน้ำมันที่กล้าแล่นผ่านพื้นที่ขัดแย้ง อีกทั้งค่าประกันภัยและค่าขนส่งเรือพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ตลาดกังวลว่านี่คือ 'ไม้ตายสุดท้าย' ของกลุ่มประเทศผู้ซื้อน้ำมัน เพราะหากมาตรการนี้ล้มเหลวและสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ทั่วโลกจะตกอยู่ในภาวะเปราะบางทันที เพราะไม่มีน้ำมันสำรองเหลือไว้ใช้คานอำนาจในยามฉุกเฉินอีกต่อไป ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานทั่วโลกพุ่งค้างนานและบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงดอกเบี้ยสูง ซึ่งจะกระทบต่อ Valuation ของหุ้นกลุ่ม Growth และกลุ่มที่มีหนี้สูงโดยตรง
🔸สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย แม้แผนระบายน้ำมันของ IEA อาจกดราคาน้ำมันลงมาได้บ้าง (เช่น ลดค่า Geopolitical Premium ลง $5-10) แต่ไทยจะยังมีต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบที่สูงตามราคาตลาดโลก ทำให้ยากที่จะเลี่ยงรับแรงกระแทกจากการปรับขึ้นราคาดีเซลในสัปดาห์หน้า โดยหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคา 17 มี.ค. รัฐบาลจะเปลี่ยนไปใช้ "การปรับแบบขั้นบันได" เริ่มวันแรกคาดว่าจะปรับขึ้นไม่เกิน 1-2 บาทต่อลิตร เพื่อลดแรงกระแทก แทนการปล่อยลอยตัวรวดเดียว 15 บาท ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อคุมไม่อยู่ ดังนั้นแผนระบายน้ำมันสำรองของ IEA จึงเป็นเพียงตัวช่วย "ลดความร้อนแรง" แต่ไม่สามารถ "ดับไฟ" สงครามได้ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ต้องติดตาม คือ หากราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูงนานอาจจะกดดันให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและทำให้เงินบาทอ่อนค่า กลายเป็นมรสุมซ้ำเติมต้นทุนนำเข้าให้แพงขึ้นไปอีก จนเกิดภาวะเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (Cost-Push Inflation) ที่ฉุดรั้งกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ
🔸มุมมองต่อหุ้นกลุ่มพลังงานไทย : กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ยังคงเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ที่ปลอดภัยจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่กลุ่มโรงกลั่น (TOP, BCP) แม้คาดจะได้ประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกขาดแคลนหนักกว่าน้ำมันดิบ แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญหากรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงจำกัดค่าการกลั่นจะเป็น Downside risk ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ซึ่งล่าสุดวันนี้ (13 มี.ค. 69) รัฐบาลเตรียมเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นมาหารือเพื่อหาทางลดภาระประชาชน ซึ่งอาจต้องรอผลการประชุมว่าจะมีมาตรการที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่นหรือไม่
🔸มุมมองต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต่างประเทศ : สำหรับผู้ที่ลงทุนต่างประเทศ กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (XOM, CVX, OXY) ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นแรง ส่วนกลุ่มโรงกลั่น (VLO) ได้รับอานิสงส์จาก Crack Spread (ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป) ที่พุ่งสูง กลุ่มขุดเจาะและสำรวจน้ำมัน (SLB, HAL) อาจมีโอกาสทำกำไรจากรอบขาขึ้นของการขุดเจาะรอบใหม่เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานระยะยาว
#InnovestXResearch
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf

