🔸ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้าน INVX ประเมินว่ามาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งประกอบด้วยโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อและเติมเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 1.36 แสนล้านบาท แม้ในภาพรวมจะช่วยหนุน GDP ได้เพียง 0.2 pp และอาจยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Downside Risk) ที่ดีในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ INVX จึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.4% พร้อมคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด โดยอิง Fwd PER 16 เท่า และ EPS ที่ 94.1 บาท ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น มาตรการนี้สร้าง Sentiment บวกต่อ กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG และ OSP รวมทั้งกลุ่มสินเชื่อรายย่อย อาทิ MTC, SAWAD, TIDLOR และ AEONTS
💸ไทยช่วยไทยพลัส จะสู้สงครามตะวันออกกลางได้หรือไม่ และควรลงทุนอะไร

🔸ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกพร้อมกัน รัฐบาลส่งสัญญาณอัดฉีดมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงปะทุอยู่ คำถามสำคัญคือ ในท้ายที่สุดแล้วเศรษฐกิจไทยจะพอยืนหยัดได้หรือไม่ และคำแนะนำในการลงทุนในภาวะนี้คืออะไร
🔸INVX มองว่า มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เป็นแรงหนุนเศรษฐกิจที่มาถูกเวลา แต่มีขอบเขต โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจวันที่ 4 พ.ค. นี้ ซึ่งจะประกอบด้วยสองเสาหลัก ได้แก่ โครงการ คนละครึ่งพลัส (>20 ล้านคน รูปแบบ co-payment รัฐร่วมจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (14 ล้านคน รัฐจ่ายเต็ม 100%) คนละ 4,000 บาท เริ่มใช้ผ่านแอปเป๋าตัง มิถุนายน–กันยายน 2569
🔸เม็ดเงินภาครัฐอัดเข้าระบบรวมประมาณ 104,000 ล้านบาท และเมื่อรวม co-payment ประชาชนจะมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่าประมาณ 136,000 ล้านบาท เมื่อประเมินผ่าน Macro Multiplier Model ของ INVX พบว่ามาตรการนี้มีศักยภาพหนุน GDP ได้ราว +0.2 pp และเพิ่มเงินเฟ้อจากกรณีฐานอีกราว +0.1 pp
🔸อย่างไรก็ตาม ผลเชิงบวกดังกล่าวมีข้อจำกัดทั้งจากการนำเข้าที่จะสูงขึ้น และ substitution effect ของ co-payment (เงิน co-payment 40% ที่ประชาชนร่วมจ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ไม่ใช่เงินใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการ "โยกย้าย" เงินที่จะใช้จ่ายอยู่แล้วในชีวิตประจำวันมาใช้ผ่านโครงการแทน) และผลที่กระจุกตัวอยู่แค่ไตรมาส 2-3 โดยไม่มีนัยยะต่อปี 2570
🔸INVX มองว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ราคาพลังงาน ที่ถูกผลักดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งแรงกระเทือนมายังเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ในกรณีฐาน (สงครามยืดเยื้อ 2–3 เดือน Brent เฉลี่ย $85/บาร์เรล) เมื่อรวมกับผลของราคาดีเซลที่ปล่อยลอยตัวสู่ 40-50 บาท/ลิตร จะทำให้ GDP ถูกกดดันลง 0.27% ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไปอาจพุ่งสูงถึง 2.9% เพิ่มจากกรณีฐานก่อนหน้าที่ 0.8%
🔸ทั้งนี้ ราคาดีเซลที่ 40-50 บาท/ลิตร เป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งไทยซึ่งครอบคลุมรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ผลกระทบจึงส่งผ่านลูกโซ่ต่อไปยังต้นทุนอาหาร วัตถุดิบ และกำไร SME พร้อมกัน โดยเงินเฟ้อในรอบนี้มีลักษณะ cost-push มากกว่า demand-pull ทำให้รับมือได้ยากกว่า เพราะการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่แบกหนี้สูงอยู่แล้ว ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับมาตรการการดูแลค่าครองชีพประชาชนของรัฐบาลเป็นหลัก
🔸ในส่วนนโยบายการเงินการคลัง INVX Research มองว่า ธปท. จะเลือกใช้มาตรการผ่อนคลายแบบเจาะจงอย่าง Soft Loan แทนการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในสภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวสู่ 2.9–4.4% การลดดอกเบี้ยจะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและต้นทุนนำเข้าพลังงาน แต่การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อก็จะกระทบกับเศรษฐกิจเช่นกัน INVX จึงมองว่า ธปท. จะเลือก "Look through" หรือมองข้ามเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้น โดย INVX คาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีที่ 1.00% ไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน
ขณะที่ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะที่กำลังใกล้แตะระดับ 70% ของ GDP ทำให้พื้นที่สำหรับมาตรการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากรัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง จะทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคล่องตัวมากขึ้น โดยรัฐบาลอาจปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะในปี 2570
🔸โดยสรุปในเชิงเศรษฐกิจ INVX ยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ 1.4% และ เงินเฟ้อที่ 1.6% ในกรณีฐาน โดยมองว่าผลบวกจากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะช่วยหนุน GDP ได้ราว +0.2 pp และเงินเฟ้อราว +0.1 pp จากกรณีฐาน แต่ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางยังคงเป็น downside risk ที่สำคัญกว่า และจะต้องติดตามว่าสถานการณ์จะยุติเมื่อใดก่อนพิจารณาปรับประมาณการ
🎯มุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
INVX ประเมินว่า แม้มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" จะยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อ จึงทำให้ยังคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด (อิง Fwd PER 16x และ EPS ที่ 94.1 บาท) อย่างไรก็ดี ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น มาตรการนี้ถือเป็น Sentiment บวกโดยตรงต่อ 2 กลุ่มหลัก คือ
- กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต (CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, OSP): ได้ประโยชน์จากการมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุม ทั้งผู้บริโภครายย่อยและกลุ่มผู้ประกอบการ (โชห่วย/ร้านอาหาร) ซึ่งสามารถใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครี่งพลัส
- กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS): ได้รับอานิสงส์เชิงบวกด้าน Asset Quality โดยกระแสเงินสดที่เติมเข้าสู่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ลดแรงกดดันต่อการตั้งสำรอง และชะลอการเกิด NPL ใหม่
#InnovestXResearch
ดร.ปิยศักด์ มานะสันต์
หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ
ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล
นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf

