Thermo Fisher Scientific (TMO) บริษัทที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่กลับเป็นผู้นำระดับโลกด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 7 ล้านล้านบาท เบื้องหลังการค้นคว้าทางการแพทย์ที่ปฏิวัติวงการและการพัฒนายารักษาโรคร้าย ล้วนมีเครื่องมือและเทคโนโลยีของ Thermo Fisher อยู่เบื้องหลัง หากคุณพลาดโอกาสลงทุนใน Pfizer หรือ Johnson & Johnson มาแล้ว นี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่คุณไม่ควรมองข้าม
Thermo Fisher Scientific (TMO) ยักษ์ใหญ่ด้านวิทยาศาสตร์ที่ปั้นกำไรทะลุ “แสนล้าน”

ความเป็นมาและโครงสร้างธุรกิจของ Thermo Fisher Scientific
Thermo Fisher Scientific ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 จากการควบรวมระหว่าง Thermo Electron และ Fisher Scientific ซึ่งต่างมีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี Thermo Electron เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือวิเคราะห์วิทยาศาสตร์ ส่วน Fisher Scientific เด่นในด้านอุปกรณ์และสารเคมีสำหรับห้องแล็บ การรวมตัวครั้งนี้ทำให้เกิดผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ
หลังจากนั้น Thermo Fisher เติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการเข้าซื้อกิจการ เช่น Life Technologies และ Patheon ส่งผลให้บริษัทสามารถให้บริการครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยระดับโมเลกุลไปจนถึงการผลิตยาเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 130,000 คนในกว่า 50 ประเทศ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ชีวิตทั่วโลก
ด้านโครงสร้างรายได้ Thermo Fisher มีการกระจายรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
- กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการในห้องปฏิบัติการ (Lab products and services) – 35% ของรายได้
กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงจากการเร่งลงทุนใน R&D วิทยาศาสตร์ชีวิต และงานวิเคราะห์ทางคลินิก ซึ่งผลักดันให้ตลาดอุปกรณ์และสารเคมีในห้อง lab เติบโต - กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ (Scientific instruments) – 15% ของรายได้
กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตดีจากความต้องการเครื่องวิเคราะห์ขั้นสูงใน Precision Medicine และงานวิจัยระดับสูง ตลาด Scientific Instruments คาดเติบโต - กลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการวินิจฉัย (Specialty products and diagnostics) – 25% ของรายได้
กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นจากการเพิ่มขึ้นของการตรวจเชิงวินิจฉัย ทั้งในโรงพยาบาลและจุดตรวจ (POC) ตลาด Rapid & Clinical Diagnostics คาดเติบโต - กลุ่มบริการวิจัยและพัฒนาตามสัญญา (CDMO) – 25% ของรายได้
กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงจากแนวโน้ม outsourcing ด้านยาและชีวภาพทั่วโลก ตลาด CDMO คาดเติบโต
ซึ่งความหลากหลายนี้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Thermo Fisher ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านกลยุทธ์การควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา จนกลายเป็นบริษัทชั้นนำที่มีรายได้รวมมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี และมีกำไรสุทธิสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทมีโอกาสเติบโตอีกมากจากเทรนด์การขยายตัวของตลาดการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) การวิจัยด้านจีโนม และความต้องการเทคโนโลยีการผลิตชีวภาพ (Bioproduction) ที่เพิ่มสูงขึ้น
เปรียบเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจ
Thermo Fisher และ Danaher Corporation (DHR) ต่างอยู่ในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเครื่องมือแพทย์ แต่มีแนวทางธุรกิจต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ Danaher เน้นการเติบโตผ่านการซื้อกิจการและการปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยระบบบริหารแบบ "Danaher Business System" ซึ่งโดดเด่นเรื่องการเพิ่มกำไรจากกระบวนการภายใน ส่วน Thermo Fisher มุ่งสร้างความได้เปรียบผ่านการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยในห้องแล็บไปจนถึงการผลิตยาและวัคซีน ทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างรายได้จากหลายขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่า (value chain)
หากเปรียบเทียบกับบริษัทในตลาดไทย แม้จะไม่มีบริษัทที่มีธุรกิจคล้ายคลึงโดยตรง แต่ในภาพกว้างอาจเทียบได้กับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และการให้บริการทางการแพทย์ เช่น BDMS เป็นผู้นำตลาดโรงพยาบาลเอกชนในไทยที่เน้นการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยโดยตรง พร้อมทั้งลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น ศูนย์โรคเฉพาะทางและห้องแล็บทางคลินิก เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา ส่วน Thermo Fisher ทำธุรกิจด้านเครื่องมือวิทยาศาสตร์และบริการวิเคราะห์สำหรับงานวิจัยและอุตสาหกรรมชีวภาพ ไม่ได้ให้บริการรักษาผู้ป่วยโดยตรง
ความท้าทายและความเสี่ยง
แม้ Thermo Fisher จะมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าที่หลากหลาย แต่บริษัทก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายทิศทาง หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความผันผวนของความต้องการในธุรกิจเชิงวิจัย โดยเฉพาะในภาครัฐและสถาบันการศึกษา ที่มักได้รับผลกระทบจากการปรับงบประมาณหรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะจากผู้เล่นรายใหม่ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เฉพาะทางด้วยราคาที่ต่ำลง ยังเป็นปัจจัยกดดันส่วนแบ่งตลาดของ Thermo Fisher ในบางเซกเมนต์ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว และการรักษา margin ให้คงที่ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นประเด็นที่ผู้บริหารต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
อนาคตและโอกาสการเติบโต
Thermo Fisher ยังคงวางกลยุทธ์เติบโตผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขยายธุรกิจในตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง บริษัทมุ่งเน้นการให้บริการแบบครบวงจร (end-to-end solutions) แก่ภาคชีวเวชภัณฑ์ (Biopharma) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วและต้องการเทคโนโลยีการวิจัยขั้นสูง ทั้งในด้านการพัฒนาโมเลกุลใหม่ การผลิตชีววัตถุ (Biologics Manufacturing) และการวินิจฉัยแม่นยำ ปัจจุบัน Thermo Fisher ยังเป็นผู้นำด้านบริการ CDMO (Contract Development and Manufacturing Organization) ที่รองรับลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก พร้อมเสริมความสามารถด้วย AI และเครื่องมือ digital lab ใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่ม productivity ในห้องแล็บ ความหลากหลายของฐานลูกค้าและบริการจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวน และช่วยต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
สนใจลงทุนในหุ้น Thermo Fisher Scientific (TMO) และหุ้นเทคโนโลยีการแพทย์อื่น ๆ จากทั่วโลกได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน InnovestX ที่ให้คุณเข้าถึงการลงทุนระดับโลกได้แบบไร้ขีดจำกัด สนใจเปิดบัญชีลงทุน คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
