รัฐบาล Trump กำลังพิจารณาภาษีรอบใหม่ที่อาจไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะชิป แต่รวมถึงสินค้าที่ใช้ชิป เช่น Server และอุปกรณ์สำหรับ Data Center ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการลงทุน AI ในสหรัฐฯ และเร่งให้ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีแยกตัวชัดขึ้น ขณะที่ฝั่งจีน ประเด็นนี้กลับตอกย้ำความสำคัญของการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยเฉพาะชิป อุปกรณ์ผลิตชิป และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีรายได้จากต่างประเทศต่ำ จึงมองว่า China Localisation ยังเป็นธีมลงทุนที่ได้แรงหนุนเชิงโครงสร้าง
Trump จ่อเก็บภาษีชิป–เซิร์ฟเวอร์ เร่งธีม China Localisation

1. Trump อาจขยายภาษีจาก “ชิป” ไปถึง Server และอุปกรณ์ Data Center
รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาภาษีนำเข้ารอบใหม่สำหรับ Semiconductor โดยรูปแบบหนึ่งอาจครอบคลุมไปถึงสินค้าที่ผลิตจากชิป เช่น Laptop, Gaming Console และ Server ที่ใช้ใน Data Center ไม่ใช่เฉพาะตัวชิปโดยตรง ขณะเดียวกันมีแนวคิดให้บริษัทต่างชาติได้รับยกเว้นภาษีตามสัดส่วนที่เข้ามาลงทุนสร้างกำลังผลิตชิปในสหรัฐฯ
เป้าหมายหลักคือเร่งย้ายกำลังผลิต Semiconductor กลับเข้าสหรัฐฯ และลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเอเชีย แต่ปัญหาคือกำลังผลิตชิปขั้นสูงในสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอในระยะสั้น ขณะที่ Taiwan, South Korea และประเทศในเอเชียยังเป็นฐานผลิตสำคัญ โดย Taiwan เพียงแห่งเดียวยังผลิตชิปขั้นสูงมากกว่า 90% ของโลก
2. ภาษีอาจกลายเป็นต้นทุนเพิ่มของ AI Data Center สหรัฐฯ
ความกังวลหลักของอุตสาหกรรมคือ หาก Server และชิป AI ถูกเก็บภาษีกว้างขึ้น ต้นทุนสร้าง Data Center จะเพิ่มขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ กำลังลงทุน AI ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจทำให้บางโครงการถูกเลื่อนหรือลดขนาดลง และกระทบความเร็วในการเพิ่มกำลังประมวลผลของสหรัฐฯ
ภาคเทคโนโลยีจึงพยายามผลักดันให้รัฐบาลคงข้อยกเว้นสำหรับ Data Center เหมือนมาตรการก่อนหน้า แต่แนวโน้มการเจรจาล่าสุดกลับชี้ว่ารัฐบาลอาจต้องการใช้ภาษีในวงกว้างขึ้น เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตต่างชาติเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น
3. ผลกระทบไม่ได้หยุดที่บริษัทต่างชาติ แต่ย้อนมากดดัน Nvidia–AMD ด้วย
มาตรการดังกล่าวมีความย้อนแย้ง เพราะแม้มีเป้าหมายลดการพึ่งพาต่างประเทศ แต่บริษัทออกแบบชิปสหรัฐฯ เช่น Nvidia และ AMD ก็ยังต้องพึ่งโรงงานในเอเชียในการผลิตชิปขั้นสูง ดังนั้นภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นสามารถเพิ่มต้นทุนให้บริษัทสหรัฐฯ เอง และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของระบบ AI ลดลงในระยะสั้น
แม้ TSMC จะลงทุนใน Arizona ถึง $265 พันล้าน แต่เมื่อสร้างครบทั้งหมด กำลังผลิตขั้นสูงในสหรัฐฯ ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 30% ของกำลังผลิตขั้นสูงของบริษัท และต้องใช้เวลาอีกหลายปี ดังนั้นในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ ยังไม่สามารถลดการนำเข้าชิปจากเอเชียได้อย่างรวดเร็ว
4. สำหรับจีน ประเด็นนี้ยิ่งเร่ง “China Localisation”
ในมุมจีน นโยบายดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกำลังแยกออกเป็นสองระบบมากขึ้น จีนจึงมีแรงจูงใจสูงขึ้นในการเร่งพัฒนา ชิปภายในประเทศ เครื่องจักรผลิตชิป วัสดุ และระบบ AI ของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษี การควบคุมการส่งออก และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ
กลุ่มที่น่าสนใจมากกว่าคือบริษัทที่มี รายได้จากต่างประเทศต่ำกว่า 20% เพราะมีความเสี่ยงต่อภาษีและความขัดแย้งทางการค้าน้อยกว่า เช่น Cambricon, SMIC, NAURA, Hua Hong, AMEC, Piotech, Changchuan, ACM Research, CNNP และ NARI Technology ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาการลงทุนในประเทศจีนเป็นหลัก
Domestic AI vs AI Exporter
5. หุ้น Domestic AI มีความได้เปรียบเหนือ AI Exporter มากขึ้น
เมื่อเทียบกัน หุ้นฝั่ง AI Exporter เช่น Innolight, Eoptolink, Luxshare, TFC Communication และ Sungrow มีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศสูงประมาณ 50–96% จึงมีความอ่อนไหวต่อภาษี การตั้งกำแพงการค้า และความเสี่ยงด้านนโยบายมากกว่า
ในทางกลับกัน กลุ่ม Domestic AI มีฐานรายได้ต่างประเทศต่ำกว่า 20% หลายบริษัท และบางรายต่ำกว่า 5% ทำให้มีความเสี่ยงจากมาตรการของสหรัฐฯ ต่ำกว่า พร้อมได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลจีนเร่งทดแทนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะ Cambricon ในชิป AI, SMIC และ Hua Hong ในการผลิตชิป, NAURA/AMEC/Piotech ในเครื่องจักรผลิตชิป และ Changchuan ในอุปกรณ์ทดสอบ
6. China Localisation จึงไม่ได้จำกัดแค่ Semiconductor
ธีมนี้ยังขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้ไฟฟ้า เช่น NARI Technology ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า, CNNP ในการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ และ Inovance ในระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม ซึ่งได้ประโยชน์จากการลงทุนภายในจีนและมีความเสี่ยงจากตลาดต่างประเทศค่อนข้างจำกัด
ดังนั้น หากความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีสหรัฐฯ–จีนเพิ่มขึ้น ตลาดอาจให้มูลค่ากับบริษัทที่มีทั้ง ความสามารถทดแทนของนำเข้า + ฐานรายได้ในประเทศสูง + อยู่ในห่วงโซ่ AI/พลังงานที่รัฐบาลสนับสนุน มากขึ้นกว่าบริษัทที่ยังพึ่งพาการส่งออก
Domestic AI จีนได้ประโยชน์จาก China Localisation
มุมมองของ InnovestX
- เรามองประเด็นภาษี Semiconductor และ Data Center ของ Trump หากเกิดขึ้นจริง เป็นลบต่อห่วงโซ่อุปทาน AI โลกในระยะสั้น แต่เป็นบวกเชิงโครงสร้างต่อ China Localisation เพราะยิ่งสหรัฐฯ เพิ่มข้อจำกัด จีนยิ่งมีแรงจูงใจเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง
- กลยุทธ์เรามองเป็นบวกต่อหุ้น Domestic AI มากกว่ากลุ่มส่งออก โดยเฉพาะ Cambricon, SMIC, NAURA, AMEC, Hua Hong และ Piotech ขณะที่กลุ่ม AI Exporter อย่าง Innolight, Eoptolink, Luxshare และ TFC Communication ยังมีพื้นฐานจาก AI แข็งแรง แต่จะมีความเสี่ยงด้านภาษีและภูมิรัฐศาสตร์สูงกว่าอย่างชัดเจน
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

