Uber กำลังเร่งสร้างตำแหน่งในตลาด Robotaxi ด้วยกลยุทธ์พันธมิตรหลายราย แทนการพัฒนาเทคโนโลยีขับเองเหมือนในอดีต ตั้งแต่ปี 2026 บริษัทเดินหน้าเร็วขึ้น ทั้งเปิด Uber Autonomous Solutions จับมือ Nvidia, Zoox, Rivian, Pony AI, WeRide และ Lucid/Nuro เป้าหมายคือทำให้ Uber เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ผู้ใช้เรียกรถไร้คนขับได้จากหลายค่ายทั่วโลก เพื่อแข่งกับ Waymo และ Tesla ซึ่งมอง UBER เป็นผู้ได้ประโยชน์ระยะยาวจากเครือข่าย แต่ระยะสั้นอาจกดดันกำไรจากต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและเงินลงทุน
Uber เร่ง Robotaxi ใช้กลยุทธ์แพลตฟอร์มรวมพันธมิตร เพื่อสู้ Waymo และ Tesla

1) ภาพใหญ่: Uber ไม่ได้พัฒนา Robotaxi เอง แต่เลือกเป็น ตัวกลางที่ทำให้ใช้งานได้จริง
- Uber เคยขายหน่วยพัฒนารถไร้คนขับของตัวเองในปี 2020 และเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์จับมือกับหลายพันธมิตรแทน โดย Uber จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเรียกรถ ดูแลผู้โดยสาร โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ การจัดการรถ และข้อมูลความต้องการเดินทาง ขณะที่พันธมิตรเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติและผลิตรถ
2) ทำไม Uber ต้องเร่งเกมนี้
- คู่แข่งอย่าง Waymo มีสถานะนำในสหรัฐฯ และมีบริการเชิงพาณิชย์หลายเมือง ขณะที่ Tesla, Zoox, Pony AI และ WeRide ก็กำลังเร่งขยายตลาด ทำให้ Robotaxi อาจเป็นทั้ง ภัยคุกคาม ต่อรายได้หลักของ Uber และ โอกาส หาก Uber กลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ใช้เรียก Robotaxi ได้จากหลายค่ายในแอปเดียว
3) Timeline พัฒนาการ Robotaxi ของ Uber
ช่วงเวลา | พัฒนาการสำคัญ | ความหมายเชิงกลยุทธ์ |
|---|---|---|
2020 | Uber ขายหน่วยพัฒนารถไร้คนขับของตัวเอง | เลิกแบกต้นทุนวิจัยเอง และเปลี่ยนไปใช้โมเดลพันธมิตร |
ธ.ค. 2024 | เริ่มให้บริการกับ WeRide ใน Abu Dhabi โดยมีคนคุมความปลอดภัย | เริ่มทดสอบโมเดล Robotaxi ผ่านแอป Uber ในต่างประเทศ |
2025 | เดินหน้าจับมือหลายราย เช่น Waymo, WeRide, Lucid, Nuro และเตรียมตลาดใหม่ | วางตัวเป็น “ผู้รวบรวมบริการ” มากกว่าผู้ผลิตเทคโนโลยีเอง |
ก.ค. 2025 | ประกาศโครงการ Lucid + Nuro + Uber โดยใช้รถ Lucid และระบบขับอัตโนมัติของ Nuro | วางแผนสร้างกองรถเฉพาะบนเครือข่าย Uber และตั้งเป้ารถขั้นต่ำ 35,000 คัน ทั่วโลกในหลายตลาด |
ก.พ. 2026 | เปิดตัว Uber Autonomous Solutions | ทำให้ Uber เป็นผู้ให้บริการครบวงจรแก่บริษัท Robotaxi เช่น ข้อมูล แผนที่ การเงิน การจัดการรถ และประสบการณ์ผู้โดยสาร |
ก.พ. 2026 | ตั้ง CFO คนใหม่ที่สนับสนุนกลยุทธ์รถไร้คนขับ และประกาศเป้าหมายมี Robotaxi ใน 15 ตลาด ภายในปี | ส่งสัญญาณว่าบริษัทจะลงทุนด้านนี้ต่อ แม้อาจกดดันกำไรระยะสั้น |
มี.ค. 2026 | ขยายดีลกับ Nvidia เพื่อเปิดใช้รถไร้คนขับที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ Nvidia ใน 28 เมืองภายในปี 2028 เริ่มที่ Los Angeles และ San Francisco ในครึ่งแรกปี 2027 | เพิ่มพันธมิตรด้านสมองกลและซอฟต์แวร์ เพื่อเร่งขยายบริการระดับโลก |
มี.ค. 2026 | จับมือ Amazon’s Zoox ให้ผู้ใช้ Uber เรียก Zoox ได้ที่ Las Vegas ช่วงหน้าร้อน และ Los Angeles ปี 2027 | เสริมฐานในสหรัฐฯ และช่วยยืนยันบทบาท Uber ในฐานะช่องทางรวม Robotaxi หลายค่าย |
มี.ค. 2026 | ลงทุนใน Rivian สูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์ และเตรียมซื้อ Robotaxi รุ่น R2 จำนวน 10,000 คัน เริ่ม San Francisco และ Miami ปี 2028 | เพิ่ม “อุปทานรถ” ของตัวเองมากขึ้น และมีสิทธิขยายซื้อเพิ่มอีก 40,000 คัน หลังปี 2030 |
มิ.ย. 2026 | Pony AI + Uber เริ่มทดสอบใน Zagreb, Croatia ร่วมกับ Verne | ขยายยุโรปผ่านพันธมิตรท้องถิ่น โดย Pony ทำเทคโนโลยี Uber ทำแพลตฟอร์ม และ Verne ทำกองรถ |
มิ.ย. 2026 | WeRide + Uber เตรียมเปิดบริการใน Zurich ภายใต้การดูแลหน่วยงานสวิส | ขยายยุโรปต่อจาก Madrid และตะวันออกกลาง โดยจะค่อยๆ เพิ่มระดับสู่บริการไร้คนขับเต็มรูปแบบ |
มิ.ย. 2026 | Uber + Lucid + Nuro เตรียมเปิดบริการ Houston กลางปี 2027 และเช่าพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ 50,000 ตารางฟุต พร้อมจุดชาร์จเร็ว 40 จุด | เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานจริง ไม่ใช่แค่ประกาศพันธมิตร สะท้อนว่า Uber ต้องการควบคุมการปฏิบัติการมากขึ้น |
4) กลยุทธ์ของ Uber เทียบคู่แข่ง
- จุดต่างของ Uber คือไม่ได้พยายามชนะด้วยเทคโนโลยีขับอัตโนมัติเพียงรายเดียวเหมือน Waymo หรือ Tesla แต่ใช้วิธี เปิดรับหลายผู้ชนะ เช่น Waymo, Zoox, WeRide, Pony AI, Lucid/Nuro, Rivian และ Nvidia เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว ข้อดีคือ Uber กระจายความเสี่ยงและมีโอกาสมีรถให้บริการเร็วขึ้นในหลายเมือง แต่ข้อเสียคือ Uber อาจต้องแบ่งรายได้กับพันธมิตร และยังต้องพิสูจน์ว่าจะควบคุมต้นทุนการจัดการกองรถได้ดีพอ
5) พัฒนาการและดีลล่าสุด
- Uber เตรียมเปิด Robotaxi ที่ Houston ร่วมกับ Lucid และ Nuro ในช่วงกลางปี 2027 โดย Nuro เริ่มทดสอบรถใน Houston แล้ว ขณะที่ Uber เช่าพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ 50,000 ตารางฟุต พร้อมจุดชาร์จเร็ว 40 จุด และช่องซ่อมบำรุง 15 ช่อง
เป็นสัญญาณว่า Uber ไม่ได้หยุดแค่การประกาศพันธมิตร แต่เริ่มลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานจริง เพื่อบริหารกองรถไร้คนขับ ทั้งการชาร์จ ซ่อมบำรุง ทำความสะอาด และจัดการรถรายวัน ซึ่งช่วยให้ Uber แข่งกับ Waymo ได้จริงมากขึ้นในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ
6) จุดแข็งและความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
- จุดแข็งของ Uber คือฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ ข้อมูลความต้องการเดินทาง เครือข่ายคนขับเดิม และความสามารถจัดการบริการเรียกรถในหลายประเทศ
- ขณะที่ความเสี่ยงคือ Waymo ยังนำด้านการให้บริการจริงในสหรัฐฯ, Tesla อาจเร่งผลิตรถต้นทุนต่ำ, และการขยาย Robotaxi ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งรถ สถานีชาร์จ ศูนย์ซ่อมบำรุง ใบอนุญาต และระบบดูแลความปลอดภัย
มุมมองของ InnovestX
- Uber กำลัง วางตัวเป็น ตลาดกลางของรถไร้คนขับ ที่รวมหลายค่ายเข้ามาในแอปเดียว กลยุทธ์นี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งผู้ชนะรายเดียว และทำให้ Uber ยังมีบทบาทในอนาคตที่รถไม่ต้องมีคนขับ
- อย่างไรก็ดี แผน Houston ที่เริ่มกลางปี 2027 ชี้ว่า Uber ยังไม่น่ามีปริมาณเที่ยว Robotaxi ที่มีนัยสำคัญในระยะใกล้ และยังตามหลัง Waymo ซึ่งมีรถใช้งานในสหรัฐฯ ราว 3,000 คัน และประมาณ 20-25 ล้านเที่ยวต่อปี ซึ่งมอง UBER เป็นผู้ได้ประโยชน์ระยะยาวจากเครือข่าย มากกว่าคาดหวังผลต่อกำไรระยะสั้น ที่การเร่งลงทุนอาจกดดันกำไรจากต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและเงินลงทุน

