สรุปสาระสำคัญ
- รู้จักให้ครบว่าหุ้นมีกี่ประเภท เพื่อให้มือใหม่สามารถเริ่มลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รู้จัก 4 ประเภทหุ้น ก่อนลงทุนเพื่อให้สามารถเลือกลงทุนและเทรด พร้อมตัวอย่างหุ้นแต่ละประเภทที่น่าสนใจ

สรุปสาระสำคัญ
สำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุน และกำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทหุ้น เพื่อศึกษาและเตรียมวางแผนการลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและเห็นผลลัพธ์ตรงใจได้ง่ายขึ้น
โดย หุ้น (Stock) คือหน่วยลงทุนที่บริษัทจดทะเบียนออกให้แก่ผู้ถือหุ้นเพื่อระดมทุน โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการในสัดส่วนการถือหุ้นของตน รวมทั้งมีโอกาสได้รับเงินปันผลตามผลกำไรและข้อตกลง ที่สามารถนำหุ้นที่ถืออยู่ไปทำการซื้อขาย หรือทำการเทรดหุ้นได้ โดยการลงทุนหุ้นนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น2 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. การลงทุนระยะยาว (Investing) คือ การซื้อและถือหุ้นไว้ในระยะยาว โดยคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นในอนาคต และทำการซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้กำไรจากการถือหุ้นจนกว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นถึงเป้าหมายราคาที่ต้องการ โดยมักใช้ระยะเวลาในการลงทุนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป
2. เก็งกำไรระยะสั้น (Trading) คือ การซื้อและขายหุ้นเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น โดยการคาดการณ์ถึงการปรับตัวของหุ้นในระยะสั้น และทำการซื้อขายหุ้นเพื่อให้ได้กำไรจากส่วนต่างของราคา โดยมักใช้ระยะเวลาในการลงทุนตั้งแต่ 1 วัน ไปจนถึงหลายสัปดาห์ ทำให้หลายคนเริ่มสนใจการเทรดหุ้น เพราะเป็นการลงทุนที่ใช้ระยะเวลาสั้น
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ อาจจะสงสัยว่าหุ้นมีกี่ประเภท หุ้นมีอะไรบ้าง และเราสามารถลงทุนแบบไหนได้บ้างโดยทั่วไปแล้วการเทรดจะแบ่งตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Trading) ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับธุรกิจที่ต้องการลงทุน จากนั้นค่อยทำการประเมินมูลค่าหุ้นและคาดการณ์ทิศทางราคาหุ้นตามพื้นฐานของกิจการ และการเทรดตามเทคนิคอล (Technical Trading) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเน้นจากแนวโน้มราคาในตลาดหุ้น
หลังได้รู้จักลักษณะการเทรดหุ้นแล้วว่ามีอะไรบ้าง ต่อไปเราจะชวนมาเจาะลึกรายละเอียดของหุ้นแต่ละประเภท เพื่อให้สามารถเลือกลงทุนและนำไปเทรดได้อย่างคุ้มค่า โดยเลือกจากประเภทหุ้นที่ต้องการได้ ดังนี้
สำหรับนักลงทุนที่ยังมีประสบการณ์ไม่มาก และยังไม่รู้ว่าหุ้นมีกี่ประเภทและต้องการลงทุนอย่างมั่นใจ ควรทำความรู้จักหุ้นประเภทนี้ไว้เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตตามดัชนีตลาด ด้วยความที่มีมูลค่าสูงและอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาเป็นระยะเวลานาน จึงเหมาะสมกับนักลงทุนในหุ้นมือใหม่อย่างมาก เพราะเป็นหุ้นที่มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังสามารถการันตีได้ว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน เป็นหุ้นที่มีการปรับตัวตามวิกฤตในอดีตได้เป็นอย่างดี จึงมีโอกาสที่หุ้นประเภทนี้จะสามารถดำเนินการต่อได้ในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นอีก
ตัวอย่างหุ้นแกร่ง เก๋าตลาด
● Microsoft Corporation (MSFT, MSFT23)
● Walmart Inc. (WMT)
● Berkshire Hathaway Inc. (BRK.A, BRK.B, BRKB23)
อีกหนึ่งประเภทหุ้นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการวางแผนสร้างความมั่นคงในระยะยาว เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตจากผลการประกอบกิจการของบริษัท โดยจะมีอัตราส่วนทางการเงินที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทใกล้เคียง คือมีอัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/B) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ที่ต่ำ ทำให้หุ้นเน้นมูลค่าเป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับพอร์ตของนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนในระยะยาวและไม่อยากเสี่ยงกับความผันผวน โดยเฉพาะหากมูลค่าบริษัทจากการประเมินผลการดำเนินงานสูงกว่าราคาในตลาดขณะนั้น ก็ถือเป็นสัญญาณที่แสดงความเป็นหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตได้ในอนาคต
ตัวอย่างหุ้นเน้นมูลค่า
● The Procter & Gamble Co.(PG)
● Johnson & Johnson (JNJ)
● Philip Morris International, Inc. (PM)
การจ่ายเงินปันผล ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นกำไรของเงินที่จะได้รับระหว่างถือครองหุ้นเพียงเท่านั้น แต่ยังการันตีได้ถึงความมั่นคงของหุ้นตัวนั้นๆ เนื่องจากบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุนมักมีโครงสร้างทางการเงินที่ดี เพราะบริษัทจำเป็นต้องมีกระแสเงินสดส่วนหนึ่งไว้จ่ายปันผล ทำให้นอกจากผู้ลงทุนจะสามารถได้รับผลตอบแทนส่วนต่างของมูลค่าราคาหุ้นในตลาดแล้ว ยังจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลอีกด้วย การลงทุนในหุ้นปันผลจึงเหมาะสมต่อนักลงทุนมือใหม่เป็นอย่างมากเพราะสามารถสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุนได้ในระหว่างการลงทุน และบริษัทที่มีกระแสเงินสดคงเหลือนั้นยังแสดงให้เห็นว่าเป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย
ตัวอย่างหุ้นปันผล
● JPMorgan Chase & Co. (JPM)
● The Clorox Company (CLX)
● Kimberly-Clark (KMB)
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเเละ AI ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นประเภทหุ้นเติบโตที่มีบทบาทสำคัญในตลาดหุุ้นเป็นอย่างมาก หลายบริษัทได้มีการนำเทคโนโลยีและ AI เข้าไปช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับบริษัท โดยเฉพาะบริษัทที่มีการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคต หุ้นประเภทนี้จึงน่าสนใจในการเก็บเข้าพอร์ตเพื่อรับผลตอบแทนระยะยาว
ตัวอย่างหุ้นของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีและ AI
● Apple Inc (AAPL)
● Microsoft Corp.(MSFT, MSFT23)
● Alphabet, Inc. (GOOG, GOOGL,GOOG23)
ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าเราจะได้คำตอบว่า หุ้นคืออะไรและมีหุ้นกี่ประเภทที่เราสามารถนำไปต่อยอดลงทุน แต่นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จักและเพิ่งเริ่มมีประสบการณ์กับตลาดหุ้นได้ไม่นาน ก็ควรระมัดระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไว้อยู่เสมอ และควรกระจายความเสี่ยงของการลงทุนด้วยการเปิดพอร์ตหุ้นที่สามารถลงทุนและซื้อขายทางออนไลน์ได้ง่าย เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนในทุกช่วงของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง และจำไว้เสมอว่า ธุรกิจที่มั่นคงนั้นประกอบไปด้วย โครงสร้างทางการเงินที่ดี คู่แข่งทางการค้าไม่มาก และแนวโน้มการเติบโตของโมเดลธุรกิจในอนาคต
สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ในตลาดสหรัฐอเมริกา หรือฮ่องกง สามารถเปิดบัญชีลงทุนบนแอปพลิเคชัน InnovestX แล้วเริ่มลงทุนได้เลย
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน