Company History

IBM บริษัทเทคโนโลยีอายุกว่าศตวรรษ ที่กลับมาโตเร็วที่สุดในรอบหลายปี

31 Jul 26 1:49 PM
ibm2 jpeg
สรุปสาระสำคัญ

IBM ก่อตั้งปี 1911 ในชื่อ Computing-Tabulating-Recording Co. เปลี่ยนชื่อเป็น International Business Machines Corporation ในปี 1924 สำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Armonk รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีพนักงานกว่า 264,300 คนใน 175 ประเทศ ดำเนินธุรกิจสี่ส่วนงานหลัก ได้แก่ Software (ซอฟต์แวร์) ราว 45% ของรายได้ อัตรากำไรจากส่วนงานสูงสุด 33.1% แข่งกับ Microsoft และ Oracle, Consulting (ที่ปรึกษาด้าน IT) ราว 31% แข่งกับ Accenture, Infrastructure (ฮาร์ดแวร์และระบบเมนเฟรม) ราว 23% และ Financing (สินเชื่อลูกค้า) ราว 1% โดยรายได้กว่า 60% มาจากนอกสหรัฐอเมริกา ปีงบการเงิน 2025 รายได้รวมเติบโต 7.6% เร็วที่สุดในรอบหลายปี จาก Software ที่เติบโต 10.6% ปัจจุบัน IBM เน้นไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) ผ่านแบรนด์ Red Hat และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านแบรนด์ watsonx เป็นแกนการเติบโต

ประวัติและความเป็นมาของ IBM

IBM ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1911 ในรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ภายใต้ชื่อ Computing-Tabulating-Recording Company หรือ C-T-R จากการควบรวมบริษัทเทคโนโลยีสามแห่งเข้าด้วยกัน ประกอบไปด้วย International Time Recording Company ผู้ผลิตเครื่องบันทึกเวลาทำงาน, Computing Scale Company ผู้ผลิตเครื่องชั่งและคำนวณราคา และ Tabulating Machine Company ผู้พัฒนาเครื่องประมวลผลข้อมูลด้วยบัตรเจาะรู

 

ผู้อยู่เบื้องหลังการควบรวมคือชาร์ลส์ แรนเล็ตต์ ฟลินต์ (Charles Ranlett Flint) นักการเงินที่มองว่าเครื่องจักรทั้งสามประเภทมีจุดร่วมเดียวกัน คือช่วยให้องค์กรบันทึกและประมวลผลข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งยังเป็นแกนธุรกิจของ IBM จนถึงปัจจุบัน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1914 เมื่อโธมัส เจ. วัตสัน ซีเนียร์ (Thomas J. Watson Sr.) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป (General Manager) วางรากฐานด้านการบริการลูกค้า การพัฒนาบุคลากร และการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ จนคุมทิศทางบริษัทได้เบ็ดเสร็จในปี 1924 และเปลี่ยนชื่อเป็น International Business Machines Corporation หรือ IBM ในปีเดียวกัน เพื่อสะท้อนการเติบโตสู่ตลาดต่างประเทศ

 

ก่อนที่ลู เกิร์สต์เนอร์ (Lou Gerstner) จะเข้ามาพลิกบริษัทจากผู้ขายฮาร์ดแวร์มาเน้นซอฟต์แวร์และบริการที่ปรึกษาในช่วงปี 1993 และขายธุรกิจพีซีให้ Lenovo ในปี 2005

สิบปีที่ผ่านมา IBM วางตัวเป็นผู้ให้บริการไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับองค์กร เริ่มจากการเข้าซื้อ Red Hat มูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 ตามด้วยการแยกธุรกิจบริหารโครงสร้างพื้นฐาน IT ออกเป็นบริษัท Kyndryl ในปี 2021 เพื่อโฟกัสซอฟต์แวร์ที่มาร์จิ้นสูงกว่า เปิดตัวแพลตฟอร์ม AI องค์กร watsonx ในปี 2023 และเข้าซื้อ HashiCorp ในปี 2025 กับ Confluent ในปี 2026 เพื่อต่อสายข้อมูลสำหรับ AI ให้ครบวงจร ควบคู่กับเมนเฟรมรุ่นใหม่ IBM Z z17 ที่เปิดตัวกลางปี 2025 และแผนงานควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing) ที่ตั้งเป้าเครื่องทนทานต่อความผิดพลาด (Fault-tolerant) ภายในปี 2029

 

 

โครงสร้างรายได้และธุรกิจหลัก

รายได้ของ IBM ปีงบการเงิน 2025 มาจากสี่ส่วนงานตามที่บริษัทรายงาน โดย Software มีสัดส่วนรายได้สูงสุดและมีอัตรากำไรจากส่วนงาน (Segment Margin) สูงสุดเช่นกัน

 

Screenshot-2026-07-31-134918.png

 

 

1. Software

ราว 45% หรือ 29,962 ล้านดอลลาร์ (USD) ครอบคลุมไฮบริดคลาวด์บน Red Hat ระบบอัตโนมัติ ข้อมูลและ AI บนแบรนด์ watsonx และซอฟต์แวร์ประมวลผลธุรกรรมบนเมนเฟรม เป็นกลุ่มที่มีอัตรากำไรจากส่วนงานสูงสุดที่ 33.1%

 

2. Consulting

ราว 31% หรือ 21,055 ล้านดอลลาร์ (USD) ธุรกิจที่ปรึกษาด้าน IT และ Business Transformation มีอัตรากำไรจากส่วนงานเพียง 11.7% เนื่องจากพึ่งพาแรงงานคนเป็นต้นทุนหลัก

 

3. Infrastructure

ราว 23% หรือ 15,718 ล้านดอลลาร์ (USD) ธุรกิจฮาร์ดแวร์ที่มี IBM Z ระบบเมนเฟรมเป็นผลิตภัณฑ์หลัก รองรับธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกกว่า 70%

 

4. Financing

ราว 1% หรือ 737 ล้านดอลลาร์ (USD) หน่วยสินเชื่อภายในที่ให้ลูกค้าผ่อนชำระค่าฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ

รวมแล้วรายได้รวมปีงบการเงิน 2025 เติบโต 7.6% เร็วที่สุดในรอบหลายปีของ IBM โดย Software ที่เติบโต 10.6% เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

 

IBM ระบุคู่แข่งแยกตามส่วนงาน Software แข่งกับ Alphabet/Google, Amazon, Broadcom, Microsoft, Oracle และ SAP Consulting แข่งกับ Accenture และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอื่น ส่วน Infrastructure แข่งกับ Dell Technologies, Intel และ Hewlett Packard Enterprise IBM ระบุเองว่า Microsoft และ Amazon เป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Co-opetition)

 

เมื่อแบ่งตามภูมิภาค รายได้กระจายอยู่ใน Americas (ทวีปอเมริกา) ราว 49% (33,342 ล้านดอลลาร์) Europe/Middle East/Africa (EMEA) ราว 33% (22,189 ล้านดอลลาร์) และ Asia Pacific (เอเชียแปซิฟิก) ราว 18% (12,004 ล้านดอลลาร์)

 

Screenshot-2026-07-31-134927.png

 

รายได้เกือบครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาค Americas ซึ่งรวมสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่บริษัทแยกสหรัฐฯ ออกจากประเทศอื่น พบว่ารายได้นอกสหรัฐฯ คิดเป็น 60.2% ของรายได้รวม สอดคล้องกับที่ IBM ระบุว่าประมาณ 60% ของรายได้มาจากนอกสหรัฐอเมริกา

 

 

จุดเด่นของ IBM

  • Software สร้างรายได้ 45% ของบริษัท และมีอัตรากำไรจากส่วนงานสูงสุดที่ 33.1% ในปีงบการเงิน 2025
  • รายได้รวมเติบโต 7.6% ในปีงบการเงิน 2025 เร็วที่สุดในรอบหลายปีของ IBM
  • มีมูลค่าสัญญาสะสมด้าน AI กว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ นับถึงสิ้นปี 2025 ก่อนหยุดรายงานแยกต่างหาก
  • ทุ่มงบลงทุนด้านควอนตัมคอมพิวติ้งกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี
  • ระบบเมนเฟรม IBM Z รองรับธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกกว่า 70%

 

กลยุทธ์และโอกาสการเติบโต

1. ซอฟต์แวร์ AI ผ่านแบรนด์ watsonx และไฮบริดคลาวด์

IBM วางตำแหน่ง watsonx เป็นแกนกลยุทธ์ AI องค์กร ช่วยบริษัทต่าง ๆ พัฒนาและกำกับดูแลแอปพลิเคชัน AI ด้วยข้อมูลของตนเอง ควบคุมต้นทุน ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบได้เอง ต่างจากการใช้บริการ AI สำเร็จรูปจากคลาวด์รายใหญ่โดยตรง มูลค่าสัญญาสะสมด้าน AI (Generative AI Book of Business) อยู่ที่กว่า 12,500 ล้านดอลลาร์ นับถึงไตรมาส 4 ปี 2025 แบ่งเป็น Consulting ราว 10,500 ล้านดอลลาร์ และ Software กว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ผู้บริหารระบุว่าไตรมาส 4 ปี 2025 เป็นไตรมาสสุดท้ายที่จะรายงานตัวเลขนี้แยกต่างหาก เพราะ AI ถูกผนวกเข้าไปในทุกส่วนของธุรกิจแล้ว

 

2. ผู้เล่นขนาดใหญ่ในธีมควอนตัมคอมพิวติ้ง

IBM ดำเนินโครงการควอนตัมคอมพิวติ้งขนาดใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของบริษัทเอกชนทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีคิวบิตตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Qubit) แบบเดียวกับ Rigetti Computing ขณะที่ IonQ ใช้คิวบิตไอออนกักขัง (Trapped-ion) ต่างออกไป แผนงานของ IBM ตั้งเป้าคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทนทานต่อความผิดพลาด (Fault-tolerant) ครอบคลุมคิวบิตทางกายภาพกว่า 10,000 คิวบิต และคิวบิตเชิงตรรกะ 200 คิวบิต ภายในปี 2029 พร้อมเป้าบรรลุความได้เปรียบเชิงควอนตัม (Quantum Advantage) ภายในปี 2026 โรงหลอม Anderon อาจได้รับเงินสนับสนุนจาก CHIPS Act กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ควบคู่เงินลงทุน IBM เองอีก

 

3. ควบรวมกิจการเสริมสายข้อมูลสำหรับ AI

IBM เข้าซื้อกิจการ HashiCorp ปิดดีลไตรมาสแรกปี 2025 และประกาศเข้าซื้อ Confluent ผู้ให้บริการระบบส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ มูลค่าราว 11,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ก่อนปิดดีลในเดือนมีนาคม 2026 ทั้งสองดีลเสริมกลยุทธ์ AI Data Pipeline ครบวงจร ตั้งแต่จัดการโครงสร้างพื้นฐาน ส่งข้อมูลเรียลไทม์ ไปจนถึงพัฒนาแอปพลิเคชัน AI ผ่าน watsonx ดีล Confluent ปิดในปีงบการเงิน 2026 จึงยังไม่สะท้อนในรายได้ปีงบการเงิน 2025 ที่รายงานไปแล้ว

 

 

ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

ธุรกิจ Consulting คิดเป็น 31% ของรายได้รวม แต่มีอัตรากำไรจากส่วนงานเพียง 11.7% ต่ำกว่า Software ที่ 33.1% มาก และเติบโตเพียง 1.8% ในปีงบการเงิน 2025 สะท้อนความอ่อนไหวต่องบลงทุน IT ขององค์กรลูกค้าตามภาวะเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ รายได้กลุ่ม Infrastructure ปีงบการเงิน 2025 เติบโต 12.1% เกือบทั้งหมดจากการเปิดตัวเมนเฟรม z17 ในเดือนมิถุนายน 2025 แต่ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 แบบเบื้องต้นที่เปิดเผยเมื่อ 14 กรกฎาคม 2026 กลับแสดงรายได้ Infrastructure ลดลง 7% ต่ำกว่าที่ IBM เคยคาดการณ์ไว้เอง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วง 25.2% ในวันเดียว ผลประกอบการฉบับสมบูรณ์จะออกวันที่ 22 กรกฎาคม 2026

 

ขณะเดียวกัน กำไรสุทธิและกำไรต่อหุ้นที่เติบโต 75.9% และ 73.7% ในปีงบการเงิน 2025 ส่วนใหญ่มาจากฐานเปรียบเทียบปีก่อนที่ต่ำผิดปกติ เพราะปีงบการเงิน 2024 มีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจากการโอนภาระบำนาญ 3,100 ล้านดอลลาร์ และทั้งสองปีมีผลประโยชน์ทางภาษีที่ไม่เกิดขึ้นประจำ หากตัดรายการพิเศษออก กำไรต่อหุ้นจากการดำเนินงานเติบโตเพียง 12.2% ซึ่งสะท้อนภาพที่แท้จริงมากกว่า

 

 

สนใจลงทุนในหุ้น International Business Machines Corporation (IBM, IBM23) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน

 

คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5