
SCREEN Holdings คือผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Production Equipment หรือ SPE) จากญี่ปุ่น ไม่ได้ผลิตชิปเอง แต่ขายเครื่องจักรให้ TSMC, Samsung, Micron และ Intel ใช้ในไลน์ผลิตจริง ผลิตภัณฑ์หลักคือเครื่องล้างเวเฟอร์ (wafer cleaning equipment) ซึ่งต้องทำซ้ำหลังเกือบจะทุก ๆ ขั้นตอนผลิตชิป เพื่อกำจัดฝุ่นและสิ่งปนเปื้อนระดับนาโนเมตร ตามข้อมูล Gartner ที่ SCREEN อ้างอิง บริษัทครองอันดับ 1 โลกพร้อมกัน 3 หมวด ได้แก่ เครื่องล้างแบบ single-wafer 34% แบบ batch 43% และเครื่องขัดแบบ spin scrubber 56% ในปีปฏิทิน 2568
SCREEN นับอายุกิจการย้อนไปถึงปี 1868 เมื่อ Saijiro Ishida ช่างแกะแม่พิมพ์ทองแดง เปิดโรงพิมพ์ Ishida Kyokuzan ขึ้นที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาในปี 1934 กิจการประสบความสำเร็จในการผลิตแผ่นสกรีนกระจกสำหรับงานถ่ายทอดภาพเป็นรายแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กลายมาเป็นชื่อและแกนความเชี่ยวชาญของบริษัทในเวลาต่อมา จากนั้นในปี 1943 จึงแยกกิจการออกมาจดทะเบียนเป็นบริษัทอิสระในชื่อ Dainippon Screen Mfg. Co., Ltd. โดยมี Keizo Ishida เป็นผู้บริหาร
บริษัทปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิ้งและเปลี่ยนชื่อเป็น SCREEN Holdings ในปี 2014 ปัจจุบันสำนักงานใหญ่อยู่ที่เขตราคุไซ เมืองเกียวโต และหุ้นซื้อขายบนกระดาน Prime Market ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ด้วยรากที่มาจากงานพิมพ์เช่นนี้ SCREEN จึงยังคงมีธุรกิจงานพิมพ์ (Graphic Arts) อยู่เคียงข้างธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ปัจจุบันใหญ่กว่ามากหลายเท่า
ปัจจุบัน SCREEN แบ่งธุรกิจเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ SPE (เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มใหญ่ที่สุด), GA (เครื่องพิมพ์และแผ่นพิมพ์ สืบทอดจากธุรกิจดั้งเดิม), FT (เครื่องจักรผลิตจอ OLED/LCD และเครื่องเคลือบสาร ซึ่งจะรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง/advanced packaging เข้ามาตั้งแต่ FY2027 (สิ้นสุด มี.ค. 2027)) และ PE (เครื่องตรวจสอบและซ่อมแผงวงจรพิมพ์ PCB เพิ่งเพิ่มระบบซ่อมด้วยเลเซอร์ มีนาคม 2569) นอกจากนี้ SCREEN แตกพาร์หุ้น 1 ต่อ 2 มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ตัวเลขต่อหุ้นในรายงานจึงคำนวณบนฐานหลังแตกพาร์
ผลิตภัณฑ์จุดแข็งหลักของ SCREEN คือเครื่องล้างเวเฟอร์ ซึ่งต้องทำงานหลังเกือบทุกขั้นตอนผลิตชิป เพราะเวเฟอร์ซิลิคอนผ่านกระบวนการผลิตหลายร้อยขั้นตอนที่ต้องล้างเพื่อกำจัดฝุ่น สารเคมีตกค้าง หรือโลหะปนเปื้อนก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป มิเช่นนั้นชิปจะเสียหาย ความท้าทายนี้สูงขึ้นในงานบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงและ HBM (High Bandwidth Memory หน่วยความจำที่วางเรียงติดชิป GPU สำหรับ AI) ที่ประกบชั้นซิลิคอนถาวรและแก้ไขสิ่งปนเปื้อนภายหลังไม่ได้
รายได้ของ SCREEN แบ่งตามกลุ่มธุรกิจหลักตามรายงานประจำปี ดังนี้

1. SPE (เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์)
ราว 80% หรือ 485,344 ล้านเยน (JPY) เป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดของบริษัท ผลิตภัณฑ์หลักคือเครื่องล้างเวเฟอร์ซึ่งครองอันดับ 1 โลกพร้อมกัน 3 หมวดตามข้อมูล Gartner
2. GA (เครื่องพิมพ์และแผ่นพิมพ์)
ราว 10% หรือ 57,347 ล้านเยน (JPY) กลุ่มนี้คือเครื่องทำแผ่นแม่พิมพ์และหมึกสำหรับโรงพิมพ์ ซึ่งใช้แปลงไฟล์งานให้กลายเป็นแม่พิมพ์ก่อนเข้าแท่นพิมพ์จริง สืบทอดจากธุรกิจดั้งเดิมของบริษัทก่อนปรับโครงสร้างเป็นโฮลดิ้งในปี 2557
3. FT (เครื่องจักรผลิตจอ OLED/LCD และเครื่องเคลือบสาร)
ราว 7% หรือ 40,471 ล้านเยน (JPY) กลุ่มนี้คือเครื่องจักรในสายการผลิตจอแสดงผล และเครื่องเคลือบสารลงบนแผ่นวัสดุ จะรวมธุรกิจบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (advanced packaging) เข้ามาตั้งแต่ FY2027 (สิ้นสุด มี.ค. 2027)
4. PE (เครื่องตรวจสอบและซ่อมแผงวงจรพิมพ์ PCB)
ราว 2% หรือ 14,465 ล้านเยน (JPY) กลุ่มนี้คือเครื่องตรวจหาจุดบกพร่องบนแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ก่อนส่งไปประกอบเป็นอุปกรณ์ เพิ่งเพิ่มระบบซ่อมด้วยเลเซอร์เมื่อเดือนมีนาคม 2569
5. อื่น ๆ (วิจัยบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง ไลฟ์ไซแอนซ์ พลังงานไฮโดรเจน ซอฟต์แวร์)
ราว 1% หรือ 8,118 ล้านเยน (JPY)
ธุรกิจ SPE คิดเป็น 80% ของรายได้รวม แต่สร้างกำไรจากการดำเนินงาน 122,707 ล้านเยน (JPY) มากกว่ากำไรจากการดำเนินงานรวมทั้งบริษัทที่ 122,522 ล้านเยน (JPY) เสียอีก เพราะกำไรของ GA, FT และ PE ถูกหักล้างเกือบหมดด้วยผลขาดทุนกลุ่มอื่นและต้นทุนส่วนกลางที่ยังไม่ปันส่วน ในทางปฏิบัติ SCREEN จึงพึ่งพาธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์กลุ่มเดียวเป็นแหล่งกำไรเกือบทั้งหมด แม้แบ่งโครงสร้างเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ คู่แข่งโดยตรงในธุรกิจเครื่องล้างเวเฟอร์ ได้แก่ Tokyo Electron ผู้ผลิตเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น, Lam Research และ Applied Materials จากสหรัฐฯ ส่วน Advantest และ KLA ทำธุรกิจคนละขั้นตอน (เครื่องทดสอบชิปและตรวจสอบคุณภาพ) จึงไม่ใช่คู่แข่งตรงในเครื่องล้างเวเฟอร์

เมื่อแบ่งตามภูมิภาค รายได้กระจายอยู่ในจีนราว 38% (ประมาณ 230,000 ล้านเยน) ไต้หวันราว 22% (ประมาณ 133,000 ล้านเยน) ญี่ปุ่นราว 14% (85,639 ล้านเยน) อเมริกาเหนือราว 8% (ประมาณ 48,500 ล้านเยน) เกาหลีใต้ราว 7% (ประมาณ 42,400 ล้านเยน) เอเชียอื่น ๆราว 6% (ประมาณ 36,300 ล้านเยน) และยุโรปราว 4% (ประมาณ 24,200 ล้านเยน)
ตัวเลขรายได้รายภูมิภาคข้างต้น ยกเว้นญี่ปุ่นที่บริษัทเปิดเผยชัดเจน เป็นตัวเลขประมาณการจากสัดส่วนที่ SCREEN เปิดเผยคูณกับรายได้รวม และปัดเศษจึงรวมได้ไม่ครบ 100% พอดี จีนเป็นตลาดใหญ่สุดของ SCREEN ทั้งภาพรวมที่ 38% และธุรกิจ SPE ที่ 40% ของยอดขายกลุ่ม ลดลงจาก 44% ใน FY2025 ท่ามกลางมาตรการควบคุมส่งออกเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ไปจีนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยอดขายจีนในไตรมาสสุดท้ายของ FY2026 กลับเพิ่มขึ้นทั้งเทียบไตรมาสก่อนและปีก่อน สะท้อนความผันผวนตามนโยบายและรอบลงทุนจีน มากกว่าการถอยตัวต่อเนื่องทางเดียว ไต้หวันเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของ SPE สัดส่วนเพิ่มจาก 21% สู่ 26% ในช่วงเดียวกัน ช่วยชดเชยสัดส่วนจีนที่ลดลงบางส่วน
1. ดีมานด์ DRAM และ HBM จากการลงทุน AI
SCREEN ระบุว่าการลงทุน DRAM และ HBM กำลังขับเคลื่อนความต้องการเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชัดเจนขึ้นสำหรับ FY2027 บริษัทประเมินตลาดเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์โลก (Wafer Fab Equipment) จะโต 15-20% ในปีปฏิทิน 2569 สู่ 134,000-140,000 ล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าโตเร็วกว่าตลาดรวม สะท้อนจากคำแนะนำที่คาดรายได้ SPE เพิ่ม 23.5% สู่ 600,000 ล้านเยน (JPY) ใน FY2027 (สิ้นสุด มี.ค. 2027)
2. บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงที่ต้องการความสะอาดระดับสูงขึ้น
SCREEN ระบุว่าการย่อขนาดชิปและบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (advanced packaging) รวมถึงเทคนิค chiplet integration ที่เชื่อมชิ้นส่วนชิปหลายชิ้น กำลังเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีล้างเวเฟอร์ที่แม่นยำสูงขึ้น เพราะการประกบชั้นซิลิคอนแบบถาวรแก้ไขสิ่งปนเปื้อนภายหลังไม่ได้ บริษัทวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีล้างเวเฟอร์สำหรับขั้นตอนซับซ้อนเหล่านี้โดยเฉพาะ
3. กระจายฐานลูกค้าสู่ไต้หวันเพื่อลดความเสี่ยงจากจีน
สัดส่วนรายได้ SPE จากไต้หวันเพิ่มจาก 21% สู่ 26% ใน FY2026 (สิ้นสุด มี.ค. 2026) ขณะจีนลดจาก 44% สู่ 40% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนการกระจายฐานลูกค้าออกจากจีนสู่ไต้หวันซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตชิประดับแนวหน้าของโลกหลายแห่ง อาจช่วยลดผลกระทบจากมาตรการควบคุมส่งออกไปจีนที่ยังมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น
วัฏจักรลงทุนเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ยังผันผวนแม้ในกระแส AI ธุรกิจ SPE ซึ่งเป็นรายได้หลัก มีรายได้ลดลง 6.5% และกำไรจากการดำเนินงานลดลง 10.4% ใน FY2026 (สิ้นสุด มี.ค. 2026) จากยอดขายเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับโรงงานรับจ้างผลิตชิป (foundry) ที่ลดลง แม้ยอดขายเกี่ยวข้อง DRAM ยังโต
นอกจากนี้ จีนยังเป็นตลาดใหญ่สุดของ SCREEN ทั้งภาพรวมที่ 38% และธุรกิจ SPE ที่ 40% ของยอดขาย แม้ลดลงจากปีก่อน ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นทยอยเพิ่มรายการเครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ที่ห้ามส่งออกไปจีนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 และเพิ่มอีกครั้งเมษายน 2568 หากเข้มงวดขึ้นอีก อาจกระทบยอดขายตลาดใหญ่สุดของบริษัทโดยตรง
ขณะเดียวกัน กำไรจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมดมาจาก SPE กลุ่มเดียว ขณะที่ GA, FT และ PE รวมกันแทบไม่เหลือกำไรหลังหักขาดทุนกลุ่มอื่นและต้นทุนส่วนกลาง หากดีมานด์เครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ชะลอตัว บริษัทจะไม่มีธุรกิจอื่นช่วยพยุงกำไรได้มากนัก
สนใจลงทุนในหุ้น SCREEN Holdings Co., Ltd. (7735.T, SCREEN23) และหุ้นเติบโตอื่น ๆ เปิดประสบการณ์ลงทุนไร้ขีดจำกัดกับแอป InnovestX! เข้าถึง 23 ประเทศ 31 ตลาดทั่วโลกได้ง่าย ๆ แค่ปลายนิ้ว เปิดบัญชีลงทุน
คลิกเลย! 👉 https://innovestx.onelink.me/23if/2jlpsi7b
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน