Mutual Fund : Short/Medium Term Top Picks

(เคาะซื้อ: Theme Play) แนะนำเข้าลงทุน Healthcare ของสหรัฐฯ ผ่านกองทุน TUSHEALTH-A หรือ XLV ETF ในลักษณะ Theme Play (ระยะการลงทุน 6 เดือนขึ้นไป) จากภาพเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกับปัจจัยกดดันเฉพาะอุตสาหกรรมเริ่มคลี่คลาย

26 May 26 10:30 AM
1280x720 px
สรุปสาระสำคัญ

Intraday Idea Action

 

By INVX Investment Products & Strategy

 

26 พ.ค. 2569

 

💵 Action: แนะนำให้เข้าลงทุนในหุ้น Healthcare สหรัฐฯ ในระยะกลาง (Theme Play) ผ่านกองทุน TUSHEALTH-A โดยมอง Target ผ่าน XLV ETF อยู่ที่ 168 และมีจุด Stop loss ที่ 133.7 ทั้งนี้ การตัดสินใจเข้าหรือออกจาก position จะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและ sentiment ของตลาดในขณะนั้นร่วมด้วย

กองทุนแนะนำ: TUSHEALTH-A กองทุนหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Healthcare สไตล์ Passive ผ่านกองทุนหลัก XLV ETF

 

💰Rationale: แนะนำลงทุนใน Healthcare ของสหรัฐฯ จากปัจจัยสนับสนุนดังนี้

 

 

Event: ภาวะ Macro โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่ม Defensive และมี Pricing Power สูง เช่น Healthcare ได้รับประโยชน์ ขณะที่ปัจจัยด้าน Regulatory ที่เคยกดดันเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งความกังวลเรื่อง drug pricing reform และทิศทางของ FDA ซึ่งช่วยคลายแรงกดดันต่ออุตสาหกรรม

 

Fundamental: กำไรของกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ มีโอกาสฟื้นตัวแรงในปีหน้า โดยอ้างอิงจาก Bloomberg consensus คาดว่าดัชนี จะมี EPS growth ในปี 2026E ราว 1.48% และจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 18.45% ในปี 2027E ซึ่งมีแนวโน้มหนุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ Earnings Revision กำลังพลิกกลับมาเป็นบวกพร้อมกับ ด้าน Valuation ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 5 ปี ส่งผลให้มีโอกาสเกิด PE Expansion ได้

 

Technical: XLV ETF ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ระดับประมาณ 148 บ่งชี้ถึงโอกาสการกลับตัวเป็นขาขึ้น อีกทั้ง MACD กลับมาเป็นบวก ซึ่งมีแนวโน้มช่วยหนุน momentum ของกลุ่มในระยะถัดไป

 

กองทุนแนะนำ: TUSHEALTH-A กองทุนหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Healthcare สไตล์ Passive ผ่านกองทุนหลัก XLV ETF

ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังคงสามารถขยายตัวได้ และปัจจัยกดดันของกลุ่มเริ่มผ่อนคลายลง

[Theme play คือ กลยุทธ์ที่มองหาโอกาสการลงทุนจากปัจจัยพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เทรนด์ และแนวโน้มการลงทุนใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสการลงทุน]

 

Event

  • ภาวะ Macro โลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ทั้งจาก Fed ที่ส่งสัญญาณ hawkish มากขึ้น และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่ม Defensive และมี Pricing Power สูง เช่น Healthcare ได้รับประโยชน์

     

  • ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้าน Regulatory ที่เคยกดดันเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งความกังวลเรื่อง drug pricing reform และทิศทางของ FDA ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านราคายา และสนับสนุนให้ drug approvals เพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยคาดว่าการประชุม ASCO 2026 (29 พ.ค.–2 มิ.ย.) ซึ่งเป็นงานด้านมะเร็งระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด จะเป็น catalyst สำคัญของ sector ในช่วงนี้ โดยมีบริษัทชั้นนำ เช่น Merck, AbbVie และ Bristol Myers Squibb เตรียมนำเสนอข้อมูล oncology pipeline ชุดใหม่ ซึ่งหากผลออกมาดี จะเป็นแรงหนุน sentiment ของ Healthcare อย่างมีนัยสำคัญ

 

Fundamental

  • กำไรของกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ มีโอกาสฟื้นตัวแรงในปีหน้า โดยอ้างอิงจาก Bloomberg consensus คาดว่าดัชนี จะมี EPS growth ในปี 2026E ราว 1.48% และจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับประมาณ 18.45% ในปี 2027E ซึ่งมีแนวโน้มหนุนหุ้นกลุ่ม Healthcare ของสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

     

  • ขณะที่ Earnings Revision กำลังพลิกกลับมาเป็นบวก สะท้อนโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการ EPS ขึ้น (upgrade) ในอนาคต ซึ่งมีโอกาสส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้น

     

  • ด้าน Valuation ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยกลุ่ม Healthcare มี Forward P/E อยู่ที่ 17.65 เท่า ซึ่งใกล้ค่าเฉลี่ยที่ 17.34 เท่า ทำให้มีโอกาสเกิดการขยายตัวของ P/E (Expansion) ได้ หาก EPS growth ถูกปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้กลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นต่อ

 

Technical

  • XLV ETF ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ สามารถกลับมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ระดับประมาณ 148 บ่งชี้ถึงโอกาสการกลับตัวเป็นขาขึ้น อีกทั้ง MACD กลับมาเป็นบวก ซึ่งมีแนวโน้มช่วยหนุน momentum ของกลุ่มในระยะถัดไป

 

ดังนั้น เราแนะนำให้เข้าลงทุนใน Healthcare สหรัฐฯ ผ่านกองทุน TUSHEALTH-A กองทุนหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Healthcare สไตล์ Passive ผ่านกองทุนหลัก XLV ETF ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังคงสามารถขยายตัวได้ และปัจจัยกดดันของกลุ่มเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งด้าน regulatory uncertainty ที่ลดลง และ earnings ของกลุ่ม managed care ซึ่งมีแนวโน้มช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ ในระยะกลางถึงยาว

 

กองทุนแนะนำ: TUSHEALTH-A

 

แนวทางการพิจารณาคัดเลือกกองทุน TUSHEALTH-A

จาก Universe กองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นกลุ่มการแพทย์สหรัฐฯ แบบ Passive Management มีเพียงกองทุนเดียว คือ กองทุน TUSHEALTH-A ซึ่งตอบโจทย์กลยุทธ์การลงทุน เราจึงทำการคัดเลือกกองทุนดังกล่าว

 

สรุปจุดเด่นของกองทุน TUSHEALTH-A

  1. กองทุน TUSHEALTH-A เป็นกองทุนในไทยเพียงกองทุนเดียวที่ลงทุนในกองทุนหลัก The Health Care Select Sector SPDR Fund (XLV ETF)
  2. XLV ETF มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Management โดยอ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Health Care ที่อยู่ในดัชนี S&P 500
  3. เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัทสุขภาพขนาดใหญ่และมีคุณภาพของสหรัฐฯ
  4. ครอบคลุมบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยา (Pharmaceuticals) กลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) กลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices) กลุ่มชีวเวชภัณฑ์ (Biotechnology) รวมถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพ (Health Care Providers)
  5. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุนหลัก XLV ETF สร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 5.45% (as of 30 Apr 2026)
  6. พอร์ตการลงทุนปัจจุบันมี Top Holdings ล่าสุด ได้แก่ Eli Lilly and Company, Johnson & Johnson, AbbVie, UnitedHealth Group, Merck & Co.

 

กองทุนเปิด TISCO US Healthcare Fund (TUSHEALTH-A) เป็นกองทุนในกลุ่ม Healthcare Sector ที่ลงทุนในธุรกิจสุขภาพของสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว คือ The Health Care Select Sector SPDR Fund (XLV ETF) ซึ่งเป็น ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ชั้นนำของสหรัฐฯ

 

โดยกองทุนหลัก The Health Care Select Sector SPDR Fund (XLV ETF) มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Health Care Select Sector Index ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้นในหมวด Healthcare ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัทสุขภาพขนาดใหญ่และมีคุณภาพของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนเดียวได้

 

จุดเด่นของดัชนีดังกล่าวคือการกระจายลงทุนครอบคลุมหลายธุรกิจภายในอุตสาหกรรมสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตยา (Pharmaceuticals) กลุ่มเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) กลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices) กลุ่มชีวเวชภัณฑ์ (Biotechnology) รวมถึงผู้ให้บริการด้านสุขภาพ (Health Care Providers) ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป และเปิดโอกาสรับประโยชน์จากการเติบโตของทั้งระบบสุขภาพของสหรัฐฯ

 

นอกจากการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานธุรกิจแข็งแรงแล้ว กองทุนยังสะท้อนการเติบโตจากเมกะเทรนด์สำคัญของโลกสุขภาพ เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ การพัฒนายารักษาโรคเฉพาะทาง การใช้ข้อมูลและ AI ในการดูแลสุขภาพ การขยายตัวของบริการสุขภาพเชิงป้องกัน และการพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

ตัวอย่างหุ้น 5 ตัวแรกที่พอร์ตการลงทุนถืออยู่ (Update as of 21 May 2026)

  • Eli Lilly and Company ผู้พัฒนาและผลิตยาชั้นนำของโลก มีจุดเด่นด้านยาโรคเบาหวาน โรคอ้วน และนวัตกรรมการรักษาโรคเรื้อรัง
  • Johnson & Johnson บริษัท Healthcare ขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งเวชภัณฑ์ ยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์
  • AbbVie บริษัทชีวเวชภัณฑ์ที่มีจุดแข็งด้านยารักษาโรคเฉพาะทางและภูมิคุ้มกันบำบัด
  • UnitedHealth Group ผู้ให้บริการประกันสุขภาพและบริหารจัดการระบบสุขภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ
  • Merck & Co. ผู้พัฒนายาและวัคซีนระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มยารักษาโรคมะเร็งและโรคเรื้อรัง

 

ผลการดำเนินงานของกองทุนย้อนหลัง (Update as of 30 Apr 2026)

  • กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 5.69% เทียบกับ Health Care Select Sector Index ที่ 5.77%
  • กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ยปีละ 4.74% เทียบกับ Health Care Select Sector Index ที่ 4.82%
  • กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยปีละ 5.45% เทียบกับ Health Care Select Sector Index ที่ 5.54%

 

 

คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม

Most Read
1/5
Related Articles
Most Read
1/5