ห่วงโซ่ความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อ ธีมหลักของไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคเกือบทั้งหมดมีต้นตอมาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่ได้ข้อยุติ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และผลักดันให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นและภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (120% ของ GDP) ยังผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถย้อนกลับได้ หากความขัดแย้งยุติลงหรือช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ แรงกดดันที่สะสมอยู่ในทุกห่วงโซ่ความเสี่ยงจะเริ่มคลายตัวลง
4Q26 Outlook – Seven Wonders

3 การเปลี่ยนแปลงสำคัญกับ 3 ฉากทัศน์ของ Fed เราได้ปรับสมมติฐานกรณีฐานของเราภายใต้ 3 การเปลี่ยนแปลงหลัก ประการแรก ปรับเพิ่มประมาณการราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จาก 82 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากผลของสงครามที่ยืดเยื้อ ก่อนจะปรับลดลงสู่ระดับประมาณ US$80/bbl ในปี 2027 ซึ่งยังสูงกว่าระดับก่อนสงครามที่ราว US$70/bbl อย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สอง ทั้ง BOJ และ ECB มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้มากกว่าที่เคยคาดไว้ โดยมีแนวโน้มปรับขึ้นสู่ระดับประมาณ 2% และ 3% ตามลำดับ ประการที่สาม เราปรับมุมมองต่อ Fed จากเดิมที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย มาเป็นการประเมินภายใต้ 3 ฉากทัศน์ที่ให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ Fed จะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยเติบโต 2% เราคงประมาณการ GDP ไทยที่ 2.0% สำหรับทั้งปี 2026 และ 2027 (กรณีดีสุดที่ 2.5% ในปี 2026) ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2025 โดยการเติบโตในปี 2026 มีลักษณะ K-shaped นำโดยการลงทุนภาคเอกชน (+11% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส) และการส่งออก (+12.5%) ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (+24.2%) ในระดับสูง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกเป็นขาดดุล 2.2% ของ GDP ขณะที่ในปี 2027 การเติบโตจะเปลี่ยนมาพึ่งพาการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้น แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% ของ GDP
ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่มหภาคยังเปราะบาง ปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเริ่มกระจายตัวไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น ขณะที่ประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 (+8% ใน 3Q26) อย่างไรก็ตาม ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังคงเปราะบางจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับเพิ่มขึ้น ภาระหนี้ที่สะสมมากขึ้น และความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่อาจผิดพลาด ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันอุปสงค์และการเติบโตทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
7 Wonders 7 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดใน 4Q26 ได้แก่ ราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความเสี่ยงทางการเมืองและการเลือกตั้ง ภาวะเอลนีโญรุนแรง หนี้ภาครัฐ การเติบโตของกำไร และความต้องการด้าน AI โดยปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่เปราะบาง ส่งผลให้ตลาดยังคงมีท่าทีระมัดระวังจนกว่าจะผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ
กระทิงหมดแรง แรงกดดันจากสงครามที่ผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูง ทำให้นโยบายการเงินมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินปรับสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกจาก AI ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 9.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นส่วนใหญ่แล้ว แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่แรงหนุนของตลาดเริ่มลดลงจากปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน
Upside จำกัด รอจังหวะเข้าลงทุน เราได้ปรับเพิ่มเป้า SET ปี 2026 จาก 1,600 จุด เป็น 1,700 จุด เพื่อสะท้อนเศรษฐกิจ 2Q26 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด การลงทุนที่แข็งแกร่ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกยังคงมีความผันผวนสูง โดยเรามองว่า 1,550 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการทยอยเข้าลงทุน
เน้นตั้งรับและหุ้นที่อิงปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก เรามุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร ภายใต้เกณฑ์ดังกล่าว ทำให้เราได้หุ้นเด่นสำหรับ 4Q26 คือ AMATA CENTEL CRC KTB และ PR9

