5 เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดวันนี้
1. หุ้นสหรัฐเหนื่อย! ขอพักหลังจากบวก 8 วันติด
2. WMT จ่อขายหุ้น JD เพื่อระดมทุน
3. จีนเจรจาไม่สำเร็จ ยุโรปลุยขึ้นภาษี EV แดนมังกร
4.ส่งออกญี่ปุ่นต่ำคาด กดดันดุลการค้าเดือนก.ค.
5.จีนทุ่มหมดหน้าตัก แก้ปัญหาบ้านล้นตลาด
5 Bites Breakfast - 5 เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดวันนี้ 21 ส.ค. 2567

5 ประเด็นสำคัญที่คุณต้องรู้ สำหรับวันนี้ (21 สิงหาคม 2567)
1.ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แตะเบรกพักตัว หลังขึ้นติดต่อกัน 8 วัน ด้านดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง -0.2% ปิด ณ ระดับ 5597.12 จุด และ NASDAD ปิดปรับตัวลดลง -0.35% ณ ระดับ 17814.98 จุด จากการปรับตัวลดลงของหุ้นในกลุ่มน้ำมัน หลังข้อตกลงหยุดยิงในกาซาเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง โดยที่ก่อนหน้านี้ได้มีกระแสข่าวว่าข้อตกลงได้หยุดชะงักไปทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯฯ แอนโธนี บลิงเคนต้องเดินทางไปอิสราเอลเพื่อเจรจาเพิ่ม โดยข่าวดังกล่าวมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น หลังนายกฯของอิสราเอลได้ออกมายืนยันว่ายอมรับข้อเสนอยุติการยิงบางส่วนเช่นกัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น
2.WMT จ่อขายหุ้น JD เพื่อระดมทุน ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กมีการรายงานว่าราคาหุ้น JD ได้มีการปรับตัวลดลงในคืนที่ผ่านมา -4.57% และหลังตลาดปิดอีกราว 9.58% หลังมีข่าวว่า WMT พิจารณาที่จะขายหุ้นบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่รายดังกล่าว โดยแหล่งข่าวของบลูมเบิร์กระบุว่า WMT ต้องการที่จะขายหุ้นออกมาเพื่อระดมทุนราว 3.74 พันล้านเหรียญผ่านการขายหุ้น JD ในราคาหุ้นละ $24.85 – $25.85 เป็นจำนวน 144.5 ล้านหุ้น สาเหตุอื่นที่ทำให้ WMT ทำการพิจารณาขายหุ้นออกนั้นมาจากการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซจากคู่แข่งต่างๆ ที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะทำให้ยอดขายมีความไม่แน่ไม่นอนเพิ่มขึ้นได้
3.ยุโรปเดินหน้าขึ้นภาษี EV จีน หลังจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศถึงแนวทางในการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน เนื่องจากมีการอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของยุโรป โดยในช่วงที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 2 เดือน ทางการจีนจึงได้มีความพยายามในการเจรจาเพื่อขอผ่อนผันภาษีดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากในวันอังคารที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการได้มีการเปิดเผยร่างมาตรการการตอบโต้ทางภาษี โดยนโยบายดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงรถยนต์ไฟฟ้าของจีนทั้งหมด ในขณะที่ TSLA ซึ่งมีฐานการผลิตในจีนนั้นจะได้รับการผ่อนผันโดยถูกกำหนดอัตราภาษีจ่ายไว้ที่ 9% ซึ่งต่ำกว่าเดิมที่ตลาดเคยประเมินไว้ที่ 20.8%
4.ส่งออกญี่ปุ่นต่ำคาด กดดันดุลการค้าเดือนกรกฎาคม โดยเช้านี้ญี่ปุ่นได้มีการรายงานตัวเลขการส่งออกประจำเดือนกรกฎาคม (YoY) โดยรายงานออกมาเติบโต 10.3% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 11.4% ในขณะที่ภาคการนำเข้ารายงานออกมาที่ 16.6% สูงกว่าช่วงก่อนหน้าและสูงกว่าคาดที่ 14.9% กดดันให้ดุลการค้าของญี่ปุ่นพลิกกลับมาขาดดุลที่ 621.85 พันล้านเยน แย่กว่าช่วงก่อนหน้าและแย่กว่าที่ตลาดคาดที่ขาดดุล 330.7 พันล้านเยน สาเหตุหลักมาจากการขาดดุลกับกลุ่มประเทศในโอเชียนเนียและตะวันออกกลางมากขึ้น จากยอดการนำเข้าสินแร่,เคมีภัณฑ์ ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค
5.จีนทุ่มหมดหน้าตักเพื่อแก้ปัญหาบ้านล้นตลาด ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนนั้นยังคงซบเซา ทั้งด้านปัญหาบ้านค้างจำหน่าย ประกอบกับอุปสงค์ผู้ซื้อบ้านที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ตลาดบ้านซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะถดถอย ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณ “สงครามราคา” เกิดขึ้นในตลาดบ้าน เนื่องมาจากรัฐบาลท้องถิ่นพยายามจะออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้คนกลับเข้ามาซื้อบ้าน หนึ่งในนั้นคือการปรับลดราคาลง โดยราคาบ้านในกรุงปักกิ่งนั้นมีการปรับตัวลดลงราว 18% ในเดือนพฤษภาคมและคาดว่าจะมีโครงการอื่นๆ ทยอยลดราคาลงมาอีกเช่นกัน ร้อนถึงรัฐบาลจีนที่เตรียมอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถระดมเงินทุนเพื่อนำไปซื้อบ้านที่ขายไม่ออกเพื่อกระตุ้นตลาดบ้านให้ฟื้นคืนอีกครั้ง
ประเด็นที่ต้องติดตาม: ติดตามการรายงาน FOMC minute จากสหรัฐฯ ที่จะมีผลต่อมุมมองเศรษฐกิจและทิศทางการลดดอกเบี้ยในช่วงต่อจากนี้
มุมมองการลงทุน INVX – ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ หลังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมายังสะท้อนภาพการเติบโต ประกอบกับตัวแปรสำคัญอย่างการประชุม Jackson hole นั้นจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ในขณะที่การรายงาน FOMC minute หากไม่มีประเด็นใหม่จะไม่มีผลกระทบต่อตลาด สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว (3-6 เดือนและ 12 เดือนขึ้นไป) นั้นทาง INVX แนะนำทยอยสะสมการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระหว่างการปรับฐาน และปรับพอร์ตเข้าลงทุนในสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์ในช่วงหลังการเลือกตั้งของสหรัฐฯ อย่างตลาดหุ้นเวียดนามและทองคำ
สำหรับคำแนะนำการลงทุนระยะสั้น (<1 – 3 เดือน) ด้านราคาทองคำมีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งขึ้น หลังทิศทางดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้นประกอบกับเศรษฐกิจโดยรวมยังคงเติบโตได้ โดยเราแนะนำเข้าลงทุนผ่านกองทุน BGOLD และลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีสหรัฐฯ หลัง Valuation กลับมาน่าสนใจสวนทางกับกำไรที่โต ผ่านกองทุน KKP NDQ100-UH โดยมีดัชนีอ้างอิงอย่างดัชนี Nasdaq 100 และกำหนดจุดตัดขาดทุนเมื่อราคาต่ำกว่า 16,500 จุด
