1.BAC เผยงบ Q4 กำไรหดติดต่อ 4 ไตรมาส
2.ราคาน้ำมันดิ่ง! คลายกังวลสงครามตะวันออกกลาง
3.สหรัฐเล็งคุมเข้มขายชิป AI ขั้นสูง อาจกระทบ NVDA
4.จีนบังคับใช้ภาษีลงทุนตปท.ในกลุ่มคนรวย
5.ผลสำรวจชี้นักลงทุนกำลังมองแง่ดีเกินไป! เป็นสัญญาณการขายหุ้น
5 Bites Dinner - 5 เรื่องต้องรู้ก่อนเทรดหุ้นสหรัฐคืนนี้ 15 ต.ค. 2567

🌙 เรื่องต้องรู้ก่อนเปิดตลาดสหรัฐคืนนี้ 15 ต.ค. 2567
1. วันนี้เป็นวันสำคัญของการรายงานผลประกอบการธนาคารยักษ์ใหญ่ โดยนักลงทุนจับตาดูว่าธนาคารเหล่านี้จะรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงอย่างไร Bank of America คาดว่าจะมีกำไรลดลงเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน ในขณะที่ Goldman Sachs อาจมีผลประกอบการด้านการเทรดที่แย่ที่สุดในกลุ่มธนาคารด้วยกัน นอกจากนี้ Citigroup, Charles Schwab และ Johnson & Johnson ก็จะรายงานผลประกอบการด้วยเช่นกัน ผลประกอบการเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงสุขภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะสั้น
2. ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีสถานที่ผลิตพลังงานของอิหร่านโดยอิสราเอลเริ่มคลี่คลายลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลงตาม อย่างไรก็ตาม ฟิวเจอร์สของดัชนี S&P 500 แทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่เมื่อวานนี้ดัชนีได้ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นครั้งที่ 46 ของปีนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดหุ้นในอนาคต
3. สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาจำกัดการขายชิป AI ขั้นสูงจาก Nvidia และบริษัทอื่นๆ โดยอาจกำหนดเพดานการขายเป็นรายประเทศ ส่งผลให้หุ้น Nvidia ซึ่งปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันจันทร์ เริ่มปรับตัวลดลงในช่วงก่อนเปิดตลาด มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด
4. จีนเริ่มบังคับใช้กฎหมายภาษีที่ถูกละเลยมานานสำหรับกำไรจากการลงทุนในต่างประเทศของมหาเศรษฐีชาวจีน มาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและอาจทำให้นักลงทุนจีนลดการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกา นักลงทุนควรติดตามผลกระทบของนโยบายนี้ต่อกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ
5. ผลสำรวจล่าสุดจาก Bank of America แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกำลังมองโลกในแง่ดีมากเกินไป จนอาจเป็นสัญญาณให้ขายหุ้นทั่วโลก การจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่การลงทุนในพันธบัตรลดลง และระดับเงินสดในพอร์ตโฟลิโอทั่วโลกลดลงเหลือ 3.9% ในเดือนตุลาคม จาก 4.2% ในเดือนก่อนหน้า ทีมนักวิเคราะห์นำโดย Michael Hartnett ระบุว่านี่คือ "สัญญาณขาย" สำหรับหุ้นทั่วโลก โดยตั้งแต่ปี 2011 มีสัญญาณเช่นนี้เกิดขึ้น 11 ครั้ง และหุ้นทั่วโลกมักจะปรับตัวลดลงเฉลี่ย 2.5% ในหนึ่งเดือนถัดไป นักลงทุนควรระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ดาวน์โหลดแอปและเปิดบัญชีได้ที่: https://innovestx.onelink.me/23if/u2qmpt6r
