Café Invest
Learn

AI กับ Digital Assets เกี่ยวกันอย่างไร? ทำไมสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเติบโตไปพร้อมกับยุค AI

AI กับ Digital Assets เกี่ยวกันอย่างไร? ทำไมสินทรัพย์ดิจิทัลอาจเติบโตไปพร้อมกับยุค AI

AI และ Digital Assets อาจเป็นสองเทรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกัน เมื่อ AI พัฒนาสู่ AI Agent ที่สามารถทำงานและทำธุรกรรมได้มากขึ้น Digital Assets อาจเข้ามามีบทบาทผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Tokenization ที่ช่วยนำสินทรัพย์เข้าสู่รูปแบบดิจิทัลและเชื่อมต่อกับระบบได้ง่ายขึ้น, Stablecoin และ Blockchain ที่อาจรองรับการชำระเงินอัตโนมัติของ AI เช่น ค่าข้อมูล ค่าบริการ และค่า Compute รวมถึง ตลาด Compute ที่ AI อาจสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และเลือกซื้อกำลังประมวลผลได้เองในอนาคต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองมากที่สุดของโลก จนหลายคนอาจรู้สึกว่าเทรนด์สินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยเป็นกระแสใหญ่ก่อนหน้านี้ดูเงียบลงไป ท่ามกลางเม็ดเงินและความสนใจที่ไหลเข้าสู่ AI ตั้งแต่ Semiconductor, Cloud ไปจนถึง Data Center

แต่หากมองให้ลึกขึ้น AI Boom อาจไม่ได้เข้ามาแทนที่ Growth Story ของ Digital Assets เพราะในอนาคตทั้งสองเทรนด์อาจเติบโตไปพร้อมกัน

เหตุผลสำคัญคือ AI เองก็กำลังเปลี่ยนไป จากเครื่องมือที่เราใช้ถามคำถามหรือสร้าง Content ไปสู่ AI Agent ที่สามารถวางแผน เชื่อมต่อกับระบบอื่น และทำงานหลายขั้นตอนได้ด้วยตัวเองมากขึ้น เมื่อ AI เริ่มทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น สิ่งที่ AI ต้องการจึงอาจไม่ได้มีเพียงชิป ข้อมูล หรือกำลังประมวลผล แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงสินทรัพย์ การจ่ายเงิน และการซื้อบริการต่าง ๆ ด้วย

จากการวิเคราะห์ของ BlackRock การเติบโตของ AI จึงอาจเป็นอีกแรงสนับสนุน Demand, Utility และ Use Case ของ Digital Assets ในระยะยาว เพราะเมื่อ AI Agent เริ่มเข้ามาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็ต้องมีระบบที่รองรับการเข้าถึงเงิน สินทรัพย์ และการทำธุรกรรมตามไปด้วย

สำหรับนักลงทุน โอกาสจาก AI จึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้น Semiconductor, Cloud หรือ Data Center เท่านั้น แต่อาจเชื่อมต่อมาถึง Tokenization, Stablecoin และ Blockchain ด้วย

InnovestX ชวนทำความเข้าใจผ่าน 3 จุดสำคัญว่า AI และ Digital Assets เกี่ยวข้องกันอย่างไร และทำไม Growth Story ของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคตอาจเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ AI

1. เมื่อ AI ทำงานได้มากขึ้น สินทรัพย์ก็ต้องเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลได้มากขึ้น

ลองเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว วันนี้ AI สามารถอ่านภาษา วิเคราะห์ข้อมูล และนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ทำงานต่อได้ แต่หากวันหนึ่ง AI Agent ต้องทำมากกว่าการให้คำแนะนำ เช่น ดำเนินการเกี่ยวกับสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่เจ้าของกำหนด ระบบก็ต้องสามารถอ่านและตรวจสอบข้อมูลของสินทรัพย์เหล่านั้นได้เช่นกัน

ตรงนี้เป็นหนึ่งในจุดที่ Tokenization อาจเข้ามามีบทบาท

Tokenization คือการนำสินทรัพย์หรือสิทธิที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์มาอยู่ในรูป Digital Token บน Blockchain เช่น เงิน กองทุน หรือสินทรัพย์ในโลกจริง ทำให้ข้อมูลและสิทธิของสินทรัพย์สามารถถูกบันทึก ตรวจสอบ และโอนผ่านระบบดิจิทัลได้

สำหรับ AI ประโยชน์ที่น่าสนใจคือ เมื่อข้อมูลของสินทรัพย์อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ระบบสามารถอ่านและตรวจสอบได้ AI Agent ก็อาจเชื่อมต่อกับสินทรัพย์เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น เช่น ตรวจสอบว่าสินทรัพย์ใดสามารถทำธุรกรรมได้ มีเงื่อนไขอะไร หรือผู้ใช้งานมีสิทธิในการดำเนินการหรือไม่ ก่อนทำงานต่อภายใต้ขอบเขตที่เจ้าของกำหนด

ดังนั้น Growth Story ของ Tokenization อาจไม่ได้มาจากแรงสนับสนุนของสถาบันการเงินชั้นนำในการนำสินทรัพย์แบบเดิมขึ้นมาอยู่บน Blockchain เพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจาก
เทรนด์การเชื่อมต่อกับโลกที่ AI มีบทบาทในการทำธุรกรรมมากขึ้นด้วย

2. เมื่อ AI เริ่มจ่ายเงิน Stablecoin อาจมีผู้ใช้งานกลุ่มใหม่

วันนี้ถ้าเราใช้ AI วางแผนทริป AI สามารถช่วยหาเที่ยวบิน เปรียบเทียบโรงแรม หรือจัดตารางเดินทางได้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนจองและจ่ายเงินจริง ส่วนใหญ่ยังต้องกลับมาที่ผู้ใช้งาน

ในอนาคตขั้นตอนนี้อาจเปลี่ยนไป หาก AI Agent สามารถทำงานต่อเนื่องภายใต้เงื่อนไขที่เรากำหนด เช่น มีงบสำหรับโรงแรมไม่เกินเท่าไร ต้องอยู่บริเวณไหน และเดินทางช่วงเวลาใด จากนั้น AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และดำเนินการบางส่วนแทนเรา

และไม่ได้มีเพียงการซื้อสินค้าแบบที่มนุษย์คุ้นเคยเท่านั้น เพราะ AI อาจสร้างธุรกรรมรูปแบบใหม่ เช่น การจ่ายค่าข้อมูลจาก API การเรียกใช้ AI Model หรือการซื้อกำลังประมวลผล ซึ่งบางรายการอาจมีมูลค่าต่อครั้งเพียงเล็กน้อย แต่เกิดขึ้นจำนวนมากและได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบการเงินแบบเดิมอย่างธนาคารหรือบัตรเครดิตยังมีบทบาทสำคัญ แต่เมื่อ AI Agent เริ่มทำงานและทำธุรกรรมด้วยตัวเองมากขึ้น รูปแบบการจ่ายเงินก็อาจเปลี่ยนไป เช่น AI อาจต้องจ่ายค่าข้อมูล ค่าบริการ หรือค่า Compute จำนวนเล็ก ๆ หลายครั้ง และเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ Stablecoin และ Blockchain เป็นอีกทางเลือกที่น่าจับตาสำหรับการชำระเงินระหว่างระบบอัตโนมัติ

ที่สำคัญ Stablecoin ไม่ได้เป็นตลาดขนาดเล็กแล้ว โดย ณ เดือนกันยายน 2026 มีมูลค่าหมุนเวียนมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2025 มีมูลค่าธุรกรรมหลังปรับรายการบางประเภทออกแล้วมากกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งเติบโตเข้ามามีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าธุรกรรมของผู้ใช้บัตร Mastercard ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Stablecoin มีการใช้งานในระดับที่มีนัยสำคัญอยู่แล้ว และหากในอนาคต AI Agent สามารถจ่ายเงินและซื้อบริการได้ด้วยตัวเอง ก็อาจกลายเป็น ผู้ใช้งาน Stablecoin กลุ่มใหม่ เพิ่มเติมจากคนและธุรกิจในปัจจุบัน.

Source : BlackRock Digital Assets Research, The Machine-Native Economy

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ AI ต้องการข้อมูลบางอย่างเพื่อทำงานต่อ ระบบเจ้าของข้อมูลเรียกเก็บค่าบริการ AI ชำระ Stablecoin และได้รับข้อมูลกลับไปประมวลผลต่อ กระบวนการทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องกันโดยไม่จำเป็นต้องมีคนเข้ามากดยืนยันทุกขั้นตอน

แนวคิดลักษณะนี้เริ่มมีการพัฒนาผ่านระบบอย่าง x402 ซึ่งเชื่อมการเรียกใช้บริการเข้ากับการชำระเงินโดยตรง แม้การใช้งานในปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่สิ่งที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนคือ ในอนาคตผู้ใช้งาน Stablecoin อาจไม่ได้มีเพียงคนหรือธุรกิจ แต่อาจรวมถึง AI Agent ด้วย

3. เมื่อ AI ต้องซื้อ Compute ตลาดใหม่อาจเกิดขึ้นตามมา

นอกจากการชำระเงิน อีกสิ่งหนึ่งที่ AI ขาดไม่ได้คือ Compute หรือกำลังประมวลผล ซึ่งอยู่เบื้องหลังการทำงานของ AI ตั้งแต่ GPU, Cloud ไปจนถึง Data Center

ยิ่ง AI ถูกนำมาใช้งานมากขึ้น ความต้องการ Compute ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลที่ BlackRock นำมาอ้างอิงประเมินว่า การลงทุนสะสมใน AI Infrastructure ระหว่างปี 2025–2030 อาจสูงกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ภาพที่น่าสนใจในระยะต่อไปคือ AI Agent อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้ Compute เท่านั้น แต่อาจเข้ามาเป็นผู้เลือกซื้อด้วย

หาก AI ต้องประมวลผลงานหนึ่งชิ้น ระบบอาจสามารถประเมินว่าต้องใช้ทรัพยากรมากแค่ไหน ค้นหาผู้ให้บริการ เปรียบเทียบราคา ประสิทธิภาพ ระยะเวลา และ Hardware ก่อนเลือกใช้ Compute ที่เหมาะกับงานนั้นโดยอัตโนมัติ

หากตลาดนี้พัฒนาต่อไป สิทธิในการใช้ Compute ก็อาจถูกทำให้อยู่ในรูปแบบที่ซื้อขายหรือโอนได้ง่ายขึ้น และ Digital Assets อาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทั้งการแสดงสิทธิและการชำระเงินในตลาดดังกล่าว แม้ BlackRock ระบุว่าตลาดส่วนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและสภาพคล่องยังมีจำกัด

สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะทำให้ความต้องการ GPU เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ยังรวมถึง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรอบ AI จะซื้อขายและชำระค่าทรัพยากรเหล่านี้ผ่านระบบใด

AI อาจเป็น Growth Driver ใหม่ของ Digital Assets?

การเติบโตของ AI ไม่ได้หมายความว่าราคา Cryptocurrency จะต้องปรับตัวขึ้นตาม สิ่งที่น่าจับตามากกว่าคือ AI อาจขยายขอบเขตการใช้งานของ Digital Assets เมื่อ AI Agent มีจำนวนและความสามารถเพิ่มขึ้น ความต้องการระบบที่ช่วยให้ AI เข้าถึงสินทรัพย์ จ่ายค่าข้อมูล ซื้อบริการ และจัดหา Compute ก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ Tokenization, Stablecoin และ Blockchain มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

ที่ผ่านมา เวลาพูดถึงการเติบโตของ Digital Assets เรามักมองว่าคน บริษัท หรือสถาบันการเงินจะเข้ามาใช้งานมากขึ้นแค่ไหน แต่ในอนาคตอาจมีผู้ใช้งานอีกกลุ่มหนึ่งเพิ่มเข้ามา นั่นคือ AI Agent

สำหรับนักลงทุน นี่จึงเป็นอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะ Growth Story ของ AI และ Digital Assets อาจไม่ได้แยกออกจากกันอย่างที่คิด จากฝั่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนใน Semiconductor, Cloud และ Data Center ไปจนถึงฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจมี Use Case เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ AI

และเมื่อเทรนด์การลงทุนของโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่สินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง InnovestX จึงพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนที่เชื่อมโอกาสจากหลากหลายสินทรัพย์ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึง Growth Story ใหม่ ๆ ของโลกได้ง่ายขึ้น

เพราะโอกาสการลงทุนรอบต่อไป อาจไม่ได้อยู่แค่ในตลาดหุ้นหรือโลก Digital Assets เพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่การมองเห็นว่าเทรนด์ใหม่ของโลกกำลังเชื่อมโยงกันอย่างไร และเลือกเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นได้จาก InnovestX

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้