อุปสงค์ไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูล AI ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนแตะเกือบ 20% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2035 ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งทั้งการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มกำลังผลิตระยะยาว และผลักดันข้อตกลงให้บริษัทเทคโนโลยีและผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลรับผิดชอบต้นทุนโครงข่ายมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าไฟของประชาชนและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
AI กดดันโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐฯ เร่งนิวเคลียร์ควบคู่มาตรการคุมค่าไฟ

AI กดดันโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐฯ เร่งนิวเคลียร์ควบคู่มาตรการคุมค่าไฟ
1) วิกฤต: อุปสงค์ไฟฟ้าสูงและภาวะพลังงานตึงตัว
- การขยายตัวอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนศูนย์ข้อมูลให้เป็นหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ โดย BloombergNEF ประเมินว่าสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มจาก 5.9% ในปัจจุบัน เป็นประมาณ 12% ในปี 2030 และเกือบ 20% ภายในปี 2035 หรือเทียบเท่ากับไฟฟ้า 1 ใน 5 ของประเทศ ความต้องการกำลังไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลอาจแตะ 118 กิกะวัตต์ในปี 2030 และ 194 กิกะวัตต์ในปี 2035 สูงกว่าประมาณการเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ตามจำนวนโครงการ AI ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- ความท้าทายสำคัญคือโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเติบโตระดับดังกล่าว หลังอุปสงค์ไฟฟ้าทรงตัวมานานเกือบสองทศวรรษ ขณะที่ความสามารถสูงสุดในการเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบในอดีตอยู่เพียง 7.1 กิกะวัตต์ต่อปี แม้มีการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซภายในพื้นที่ศูนย์ข้อมูล BNEF ยังคาดว่าสหรัฐฯ อาจขาดแคลนกำลังไฟราว 19 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 โดยพื้นที่ที่มีศูนย์ข้อมูลกระจุกตัว เช่น เวอร์จิเนียและเท็กซัส มีความเสี่ยงเผชิญข้อจำกัดด้านระบบส่งและราคาค่าไฟสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
2) ทางออกระยะยาว: การเร่งเครื่องพลังงานนิวเคลียร์
- รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นแหล่งไฟฟ้าหลักสำหรับรองรับศูนย์ข้อมูล เนื่องจากสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีความผันผวนต่ำ และปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประเมินว่าประเทศอาจต้องเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์ใหม่ประมาณ 300 กิกะวัตต์ภายในปี 2050
- โครงการมูลค่า $200 ล้านซึ่งมี Oklo, X-Energy, Microsoft และ Nvidia เข้าร่วม มีเป้าหมายลดระยะเวลาในการออกแบบ ขอใบอนุญาต และก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ รวมถึงลดจำนวนบุคลากรที่ต้องใช้ในการเดินเครื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามลดข้อจำกัดด้านพลังงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับจีน
- อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูงและเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กยังไม่มีการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง การพัฒนาโครงการจึงต้องผ่านทั้งการอนุมัติด้านกฎระเบียบ การจัดหาเชื้อเพลิง เงินลงทุน และการพิสูจน์ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้ตามต้นทุนและระยะเวลาที่กำหนด ทำให้นิวเคลียร์ยังเป็นคำตอบในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3) ทางออกระยะสั้น-กลาง: ข้อตกลงคุ้มครองค่าไฟประชาชน
- ในระหว่างที่กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ทัน รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการให้บริษัทเทคโนโลยี ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล และสาธารณูปโภครับผิดชอบต้นทุนที่เกิดจากอุปสงค์ไฟฟ้าของ AI มากขึ้น ปัจจุบันบริษัทและหน่วยงานเกือบ 200 แห่ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 80% ของไฟฟ้าที่ส่งให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมข้อตกลงคุ้มครองผู้ใช้ไฟ
- ผู้ลงนามประกอบด้วย NextEra Energy, Duke Energy, Southern Company, American Electric Power, Equinix และ Digital Realty รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon, Microsoft, Google, Meta, Oracle, OpenAI และ xAI โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การให้ศูนย์ข้อมูลจ่ายค่าปรับปรุงโครงข่ายและโครงสร้างพื้นฐาน การแยกอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟรายใหญ่ และการประสานงานกับผู้ดูแลระบบไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับหรือกำลังผลิตไม่เพียงพอ
- มาตรการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนโครงข่ายซึ่งเกิดจากศูนย์ข้อมูลจะถูกผลักไปยังประชาชน แต่ประสิทธิผลยังขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลระดับรัฐ เนื่องจากอัตราค่าไฟในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่กำหนดโดยหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐบาลกลางทั้งหมด
4) กลุ่มที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
กลุ่มอุตสาหกรรม | หุ้นที่เกี่ยวข้อง | ผลกระทบและเหตุผล |
|---|---|---|
ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขั้นสูง | Oklo (OKLO), X-Energy (XE) | ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายเร่งพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์สำหรับศูนย์ข้อมูล เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และโอกาสทำสัญญาขายไฟระยะยาว อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสูงด้านเทคโนโลยี การอนุมัติ และการระดมทุน |
ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม | Constellation Energy (CEG), Vistra (VST), Talen Energy (TLN) | มีศักยภาพรับรู้ประโยชน์ได้เร็วกว่าผู้พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่ เนื่องจากมีสินทรัพย์ผลิตไฟฟ้าพร้อมใช้งาน และสามารถทำสัญญาจัดหาไฟฟ้าระยะยาวให้บริษัทเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูล |
สาธารณูปโภคและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ | NextEra Energy (NEE), Duke Energy (DUK), Southern Company (SO), American Electric Power (AEP) | ได้ประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มในโรงไฟฟ้า ระบบส่ง สถานีไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูล โดยสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ แต่ต้องติดตามว่าบริษัทสามารถเรียกเก็บต้นทุนจากศูนย์ข้อมูลได้เต็มจำนวนหรือไม่ |
ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบโครงข่าย | GE Vernova (GEV), Eaton (ETN), Quanta Services (PWR), Hubbell (HUBB) | เป็นกลุ่มที่มีโอกาสรับรู้รายได้เร็วจากความต้องการหม้อแปลง อุปกรณ์แรงดันสูง ระบบส่ง ระบบเชื่อมต่อไฟฟ้า และการปรับปรุงโครงข่าย ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของการสร้างศูนย์ข้อมูลในปัจจุบัน |
ระบบไฟฟ้าและระบายความร้อนสำหรับศูนย์ข้อมูล | Vertiv (VRT), Eaton (ETN), Johnson Controls (JCI) | ได้ประโยชน์จากความต้องการระบบสำรองไฟ การบริหารพลังงาน และระบบระบายความร้อนที่เพิ่มขึ้นตามความหนาแน่นของชิป AI และการใช้ไฟฟ้าต่อพื้นที่ที่สูงขึ้น |
ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่มีแหล่งไฟชัดเจน | Equinix (EQIX), Digital Realty (DLR) | ศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีกำลังไฟพร้อมใช้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น สามารถรักษาอัตราการใช้พื้นที่และมีอำนาจต่อรองด้านราคาเหนือผู้ประกอบการที่ยังรอเชื่อมต่อโครงข่าย |
ผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ | Microsoft (MSFT), Amazon (AMZN), Alphabet (GOOGL), Meta Platforms (META), Oracle (ORCL) | แม้ต้องรับภาระต้นทุนไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถทำสัญญาซื้อไฟระยะยาว ลงทุนสร้างกำลังผลิตเอง และกระจายศูนย์ข้อมูลไปยังหลายพื้นที่ จึงได้เปรียบผู้ประกอบการขนาดเล็ก |
ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ | EQT (EQT), Expand Energy (EXE), GE Vernova (GEV), Caterpillar (CAT) | มีโอกาสได้ประโยชน์ในระยะสั้นถึงกลาง เนื่องจากโรงไฟฟ้าก๊าซและระบบผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่สามารถติดตั้งได้เร็วกว่านิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอยู่ที่ราคาก๊าซ กฎระเบียบ และข้อจำกัดของท่อส่ง |
ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลหรือคลาวด์ขนาดเล็ก | CoreWeave (CRWV), IREN (IREN), Hut 8 (HUT), Nebius (NBIS) | มีความเสี่ยงจากต้นทุนค่าไฟ ค่าก่อสร้างระบบเชื่อมต่อ และเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น หากไม่มีสัญญาจัดหาไฟหรือเงินสนับสนุนจากลูกค้าอย่างเพียงพอ อาจกระทบกระแสเงินสดและความเร็วในการขยายกำลังประมวลผล |
โครงการศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ไฟฟ้าตึงตัว | EQIX, DLR, CRWV, ORCL และผู้ให้บริการที่มีโครงการใน PJM หรือเท็กซัส | อาจเผชิญคิวเชื่อมต่อระบบยาวขึ้น การจำกัดกำลังไฟ การต่อต้านจากชุมชน และข้อกำหนดให้รับผิดชอบต้นทุนโครงข่าย ส่งผลให้โครงการล่าช้าและผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าคาด |
สาธารณูปโภคที่ไม่สามารถผลักต้นทุนได้ | DUK, SO, AEP, NEE และผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับค่าไฟเข้มงวด | แม้อุปสงค์ไฟเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนอาจถูกจำกัด หากหน่วยงานกำกับไม่อนุญาตให้เรียกเก็บต้นทุนลงทุนจากศูนย์ข้อมูลหรือผู้ใช้ไฟได้เต็มจำนวน ทำให้ภาระเงินลงทุนและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น |
กลุ่มที่มีโอกาสรับรู้ประโยชน์ได้เร็วและมีความเสี่ยงต่ำกว่าคือผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบโครงข่าย เช่น GEV, ETN และ PWR รวมถึงผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสินทรัพย์พร้อมใช้งานอย่าง CEG และ VST ขณะที่ OKLO และ XE มีศักยภาพระยะยาวสูง แต่ยังเหมาะกับการลงทุนเชิงเก็งกำไร เนื่องจากผลประกอบการขึ้นอยู่กับความสำเร็จของโครงการในอนาคต ส่วนผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากขึ้นจากต้นทุนไฟฟ้า เงินลงทุน และข้อจำกัดในการเชื่อมต่อโครงข่าย
5) ความเสี่ยง
- ความเสี่ยงหลักประการแรกคืออุปสงค์ไฟฟ้าอาจเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มกำลังผลิตและระบบส่ง ส่งผลให้โครงการศูนย์ข้อมูลล่าช้า ค่าไฟสูงขึ้น และเกิดข้อจำกัดในการให้บริการ AI ประการที่สอง การพัฒนานิวเคลียร์รุ่นใหม่อาจใช้เวลานานกว่าคาดจากกระบวนการอนุญาต ต้นทุนก่อสร้าง และข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน
- นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านการเมืองและสังคม หากราคาค่าไฟครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น ประชาชนอาจเรียกร้องให้จำกัดหรือชะลอการสร้างศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ขณะที่ข้อตกลงคุ้มครองค่าไฟยังเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจและอาจบังคับใช้ได้ไม่เต็มที่ ความล่าช้าของโครงการ AI อาจกระทบต่อความต้องการเซิร์ฟเวอร์ ชิป ระบบเครือข่าย และบริการคลาวด์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
6) แนวโน้ม
- ในระยะสั้นถึงกลาง การแก้ปัญหาจะพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ระบบกักเก็บพลังงาน โรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ศูนย์ข้อมูล และการลงทุนขยายระบบส่งเป็นหลัก เนื่องจากสามารถดำเนินการได้เร็วกว่านิวเคลียร์ ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะทำสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวและรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
- ในระยะยาว นิวเคลียร์มีแนวโน้มกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพลังงานสำหรับ AI โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่ต้องการไฟฟ้าต่อเนื่องและมีข้อจำกัดด้านคาร์บอน แต่การลงทุนจะเปลี่ยนจากการเก็งความคาดหวังไปสู่การให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถผ่านกระบวนการอนุมัติ มีเงินทุนเพียงพอ และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ชัดเจน
7) มุมมอง InnovestX
- เรามองว่าข้อจำกัดด้านพลังงานจะเป็นปัจจัยกำหนดความเร็วของการเติบโตในอุตสาหกรรม AI มากขึ้น และทำให้โครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ากลายเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่การลงทุน AI ไม่ต่างจากชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบเครือข่าย เรามีมุมมองเชิงบวกต่อผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้ให้บริการระบบส่ง ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่มีแหล่งพลังงานและสัญญาระยะยาวรองรับ
- สำหรับหุ้นนิวเคลียร์ขั้นสูง เรามองว่า Oklo และ X-Energy มีโอกาสเติบโตสูงจากนโยบายภาครัฐและความต้องการไฟฟ้าของ AI แต่ยังมีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ เงินทุน และระยะเวลาก่อสร้าง จึงเหมาะกับการลงทุนเชิงเก็งกำไรในสัดส่วนจำกัดมากกว่าการเป็นหุ้นแกนหลัก ขณะที่หุ้นสาธารณูปโภคขนาดใหญ่และผู้ผลิตอุปกรณ์โครงข่ายมีความเสี่ยงต่ำกว่าและมีโอกาสรับรู้รายได้จากการลงทุนระบบไฟฟ้าได้เร็วกว่า
- ในกลุ่มเทคโนโลยี เรามองบวกต่อผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและสามารถจัดหาไฟฟ้าระยะยาวได้ เช่น Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta มากกว่าผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลหรือคลาวด์ขนาดเล็ก เนื่องจากมีความสามารถในการรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต่อรองสัญญาพลังงาน และกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามว่าต้นทุนพลังงานและข้อจำกัดในการเชื่อมต่อไฟฟ้าจะเริ่มกดดันผลตอบแทนจากเงินลงทุนด้าน AI หรือไม่
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

