กลางปี 2022 ทีมงานราว 50 คนของ Anthropic มี AI ที่ชื่อ Claude พร้อมใช้งานอยู่ในมือแล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจว่าจะเปิดให้คนทั่วไปใช้เมื่อไหร่
Dario Amodei ซีอีโอของบริษัทเลือกที่จะรอ เพราะอยากทดสอบความปลอดภัยให้มั่นใจกว่านี้ก่อน
เพียงไม่กี่เดือนต่อมา OpenAI เปิดตัว ChatGPT จนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก ขณะที่ชื่อของ Anthropic แทบไม่มีใครรู้จัก และในเดือนเดียวกันนั้นเอง ผู้ลงทุนรายใหญ่ของบริษัทก็ล้มละลาย
สี่ปีให้หลัง บริษัทเดียวกันนี้ทำรายได้ 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 13 เท่า
กว่าจะมาถึงวันนี้ Anthropic ผ่านทั้งการตัดสินใจที่ถูกมองว่าพลาด การยอมจับมือกับบริษัทที่เป็นคู่แข่ง และโปรแกรมทดลองที่เพื่อนร่วมงานแทบไม่สนใจ วันนี้ InnovestX จะพาไปดูเบื้องหลังทั้งหมดนี้

ความสูญเสียจากความล่าช้าทางวิทยาการ ทำให้ Amodei หันมาทำ AI
ก่อนจะมาบริหารบริษัท AI นั้น Dario เป็นนักศึกษาฟิสิกส์ ในปี 2006 พ่อของเขาเสียชีวิตด้วยโรคหายาก และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี วงการแพทย์ก็พบวิธีรักษาโรคเดียวกันนี้จนผู้ป่วยส่วนใหญ่หายได้
ช่องว่างเพียงไม่กี่ปีนั้นทำให้เขาเปลี่ยนไปเรียนปริญญาเอกด้านชีวฟิสิกส์ (Biophysics) และเริ่มเชื่อว่า ถ้าอยากให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าทันชีวิตคน มนุษย์ต้องมีเครื่องมืออย่าง AI ช่วยคิดค้น ความเชื่อนี้พาเขาไปทำงานวิจัยที่ Baidu และ Google ก่อนจะขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายวิจัยของ OpenAI
ที่ OpenAI เขาได้เห็นกับตาว่าโมเดลฉลาดขึ้นเร็วแค่ไหนเมื่อได้ข้อมูลและพลังประมวลผลเพิ่ม ยิ่งเห็น Dario ก็ยิ่งกังวลว่าบริษัทจะปล่อยโมเดลออกไปก่อนที่คนสร้างจะเข้าใจมันดีพอ ในปี 2021 เขาจึงลาออกพร้อม Daniela Amodei น้องสาวซึ่งดูแลงานด้านความปลอดภัยและนโยบายของ OpenAI และเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน ออกมาตั้ง Anthropic
บริษัทใหม่จดทะเบียนเป็นบริษัทที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมควบคู่กับกำไร (Public Benefit Corporation) เท่ากับเขียนความระมัดระวังไว้ในโครงสร้างบริษัทตั้งแต่วันแรก แต่หลักการนี้ก็ถูกทดสอบเร็วกว่าที่ใครคิด
Anthropic ต้องเสียทั้งจังหวะและผู้ลงทุนรายใหญ่ภายในเดือนเดียว
ปลายเดือนพฤศจิกายน 2022 OpenAI เปิดให้คนทั่วไปใช้ ChatGPT ได้ฟรี ภายในราวสองเดือนก็มีผู้ใช้เกิน 100 ล้านคน และกลายเป็นชื่อแรกที่คนนึกถึงเมื่อพูดถึง AI ทีมของ Anthropic ซึ่งมีเทคโนโลยีใกล้เคียงกันอยู่ในมือ ทำได้เพียงมองดูคู่แข่งเก็บทั้งผู้ใช้และชื่อเสียงไปก่อน
เรื่องที่สองหนักกว่า ย้อนไปเดือนเมษายนปีเดียวกัน Anthropic ระดมทุนรอบ Series B ได้ 580 ล้านดอลลาร์ โดยเงินราว 500 ล้านดอลลาร์มาจาก Sam Bankman-Fried ผู้ก่อตั้งกระดานเทรดคริปโต FTX ซึ่งได้หุ้นไปราว 8% ของบริษัท
เดือนเดียวกับที่ ChatGPT เปิดตัว FTX ก็ล้มละลาย หุ้นก้อนนี้จึงต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการล้มละลาย บริษัทที่ต้องใช้เงินมหาศาลซื้อชิปกลับมีชื่อผูกอยู่กับข่าวอื้อฉาวทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดข่าวหนึ่ง และยังไม่รู้ว่าหุ้นก้อนใหญ่จะไปตกอยู่ในมือใคร
แม้ Anthropic จะเปิดตัว Claude ได้ในเดือนมีนาคม 2023 แต่บริษัทออกสตาร์ตช้ากว่าคู่แข่ง ผู้ถือหุ้นยังไม่นิ่ง และยังต้องหาเงินทุนกับพลังประมวลผลมาสู้กับ OpenAI ที่มี Microsoft หนุนหลัง และ Google ที่มีครบทั้งเงินทุน นักวิจัย และศูนย์ข้อมูลของตัวเอง
จะสู้กับ Big Tech ได้ Anthropic ต้องพึ่ง Big Tech
ธุรกิจ AI ต่างจากซอฟต์แวร์ทั่วไปตรงที่ต้นทุนไม่ได้จบตอนสร้างเสร็จ การฝึกโมเดลแต่ละรุ่นต้องใช้ชิปและศูนย์ข้อมูลจำนวนมหาศาล และทุกครั้งที่ลูกค้าใช้งาน Claude ก็มีค่าประมวลผลเกิดขึ้นอีกรอบ
บริษัทที่เพิ่งผ่านปีที่หนักที่สุดมาไม่มีทางสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ได้เอง Anthropic จึงหันไปหาบริษัทที่มีของพร้อมอยู่แล้ว แม้บริษัทเหล่านั้นจะทำธุรกิจ AI แข่งกับตัวเองอยู่ก็ตาม
เดือนกันยายน 2023 Amazon ประกาศแผนลงทุนใน Anthropic สูงสุด 4 พันล้านดอลลาร์ พร้อมความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน Google ก็เข้ามาเป็นทั้งผู้ลงทุนและพันธมิตรด้าน Cloud อีกราย
เงินทุนเป็นเพียงครึ่งเดียวของดีลนี้ อีกครึ่งคือช่องทางขาย เพราะองค์กรจำนวนมากใช้ Cloud ของ Amazon หรือ Google อยู่แล้ว เมื่ออยากลองใช้ Claude วิเคราะห์เอกสารหรือเขียนโปรแกรม ก็เปิดใช้ผ่านระบบที่คุ้นเคยได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มต้นกับผู้ให้บริการรายใหม่
จุดนี้เองที่ Anthropic เลิกวิ่งไล่ ChatGPT ในตลาดผู้ใช้ทั่วไป แล้วหันไปหารายได้จากองค์กรที่นำ Claude ไปใช้เบื้องหลังระบบงานของตัวเองแทน สิ่งที่ต้องแลกมาคือบริษัทต้องพึ่งพาคู่แข่งทั้งเรื่องเงิน ชิป และช่องทางขาย ซึ่งจะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อธุรกิจโตขึ้น
โปรแกรมทดลองที่ได้แค่ 2 Reactions บน Slack ก่อนจะกลายมาเป็น Claude Code
พอถึงปี 2024 Anthropic มีทั้งเงินทุนและช่องทางเข้าถึงองค์กรแล้ว เหลือโจทย์ข้อที่ยากที่สุด ถ้า Claude ทำได้แค่ตอบคำถามเหมือนแชตบอตรายอื่น องค์กรก็ไม่มีเหตุผลที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่แก้โจทย์นี้ได้เริ่มจากโปรแกรมทดลองเล็กๆ ของ Boris Cherny วิศวกรที่เข้าร่วมบริษัทในปี 2024 เขาลองให้ Claude ทำงานผ่าน Terminal หรือหน้าต่างสำหรับพิมพ์คำสั่งคอมพิวเตอร์ เพราะอยากรู้ว่าถ้าเปิดให้ AI ใช้เครื่องมือบนคอมพิวเตอร์ได้เอง มันจะหาวิธีทำงานด้วยตัวเองได้หรือเปล่า ช่วงนั้นเครื่องมือ AI สำหรับเขียนโปรแกรมส่วนใหญ่ยังทำได้แค่ช่วยเติมโค้ดหรือแนะนำคำตอบให้นักพัฒนา
วันหนึ่ง Boris ถาม Claude ว่าตอนนี้เขากำลังฟังเพลงอะไรอยู่ คำถามแบบนี้ AI ส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่รู้ แต่ Claude กลับเขียนโค้ดด้วย AppleScript ขึ้นมาเอง เพื่อเข้าไปดูข้อมูลในโปรแกรมเล่นเพลงบนเครื่อง ทั้งที่ไม่มีใครสั่งให้ทำแบบนั้น Boris จึงเริ่มเห็นว่า AI ตัวนี้ลงมือทำงานหลายขั้นตอนแทนคนได้ด้วยตัวเอง
เขานำต้นแบบไปแชร์ใน Slack ของบริษัท ผลคือได้ปฏิกิริยากลับมาเพียง 2 ครั้ง
ตัวโปรแกรมช่วงแรกก็ยังทำงานได้ไม่ดีนัก บางครั้งทำผิด บางครั้งวนทำงานเดิมซ้ำไปมาไม่จบ ไอเดียที่คนส่วนใหญ่มองข้ามจึงต้องรอให้โมเดล AI เก่งขึ้นอีกหลายรุ่น กว่าจะรับงานที่ซับซ้อนได้จริง
Claude Code เปิดตัวในปี 2025 เป็นเครื่องมือที่ช่วยนักพัฒนาอ่านโค้ด เขียนโปรแกรม แก้ข้อผิดพลาด และทำงานหลายขั้นตอนในโครงการซอฟต์แวร์ได้ หลังเปิดตัวไม่นาน Boris ก็พบว่าพนักงานฝ่ายขายของ Anthropic จำนวนมากใช้ Claude Code เป็นประจำ ทั้งที่งานของพวกเขาแทบไม่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม
ทีมงานจึงคิดต่อว่า ถ้าฝ่ายขายใช้ได้ ฝ่ายการเงิน กฎหมาย หรือการตลาดก็น่าจะใช้ได้เช่นกัน แนวคิดนี้นำไปสู่ Claude Cowork ในปี 2026 ซึ่งพาความสามารถในการลงมือทำงานของ AI ไปสู่งานทั่วไปอย่างการจัดการเอกสารและการวิเคราะห์ข้อมูล โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรมเลย จากเดิมที่ลูกค้าจ่ายเงินเพื่อถาม AI วันนี้ลูกค้าเริ่มจ่ายเงินเพื่อให้ AI ทำงานแทน

ทำไม Anthropic ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใช้มากที่สุด แต่กลับสร้างรายได้มหาศาล?
ถ้านับจำนวนผู้ใช้ Claude ยังห่างจาก ChatGPT ที่มีผู้ใช้หลักพันล้านคนต่อสัปดาห์อยู่หลายเท่า ทว่ารายได้ของ Anthropic ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าส่งงานให้ Claude ทำมากแค่ไหน มากกว่าจำนวนคนที่เปิดแอป
คนทั่วไปที่ใช้ AI สรุปบทความวันละครั้งอาจจ่ายค่าสมาชิกเดือนละไม่กี่ร้อยบาท แต่บริษัทที่ให้ Claude ช่วยเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูล และจัดการเอกสารให้พนักงานหลายพันคน ได้ประโยชน์มากกว่ากันหลายเท่า และยอมจ่ายมากกว่าตามไปด้วย
Anthropic ยังคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งานผ่าน API หรือช่องทางที่ระบบของลูกค้าเชื่อมต่อกับ Claude โดยตรง ยิ่งองค์กรส่งงานให้ Claude มาก รายได้ของบริษัทก็ยิ่งเพิ่มตาม บริษัทหนึ่งอาจเริ่มจากให้ Claude ช่วยตอบคำถามลูกค้าในแผนกเดียว เมื่อเห็นว่าลดภาระงานได้จริงก็ขยายไปแผนกอื่น ค่าใช้จ่ายทดลองเล็กๆ จึงโตขึ้นเป็นหลายล้านดอลลาร์ต่อปี
ตัวเลขจากเอกสารของบริษัทแสดงภาพนี้ไว้ดังนี้
• ลูกค้าองค์กรรายใหญ่เพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า ลูกค้าที่จ่ายอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์ต่อปีเพิ่มจากราว 20 รายในปี 2023 เป็นมากกว่า 11,900 ราย ณ เดือนกันยายน 2026
• ลูกค้ากลุ่มนี้คือรายได้หลัก คิดเป็นราว 74% ของรายได้บริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026
• รายได้โตเร็ว จาก 41 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 เป็น 4.58 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ 3.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026
โจทย์ใหม่ของ Anthropic คือการเปลี่ยนรายได้เป็นกำไร
ธุรกิจซอฟต์แวร์ทั่วไป ยิ่งมีลูกค้ามาก ต้นทุนต่อรายก็ยิ่งถูกลง เพราะเขียนโปรแกรมครั้งเดียวขายได้ไม่จำกัด ธุรกิจ AI ไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกครั้งที่ Claude ตอบคำถาม เขียนโปรแกรม หรือวิเคราะห์ข้อมูล บริษัทต้องจ่ายค่าพลังประมวลผล (Compute) ทุกครั้ง
ความสำเร็จของ Claude Code และลูกค้าองค์กรจึงมาพร้อมค่าชิปและศูนย์ข้อมูลที่สูงขึ้นตาม และชิปกับ Cloud ส่วนสำคัญก็มาจากพันธมิตรที่ทำ AI แข่งกับบริษัทเอง
ตัวเลขช่วงหลังเริ่มดีขึ้น ต้นทุนค่าประมวลผลต่อรายได้ลดลงจาก 172% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 เหลือ 57% ในช่วงเดียวกันของปี 2026 หรือพูดง่ายๆ ว่า ปีก่อนบริษัทต้องจ่ายค่าประมวลผล 1.72 ดอลลาร์เพื่อหารายได้ 1 ดอลลาร์ ตอนนี้เหลือราว 57 เซนต์

แต่ในช่วงเดียวกันบริษัทยังขาดทุนจากการดำเนินงานราว 1.26 พันล้านดอลลาร์ และยังต้องลงทุนต่อเนื่องเพื่อฝึกโมเดลรุ่นใหม่ให้ทันทั้ง OpenAI, Google และผู้พัฒนา AI รายอื่น
บริษัทที่เคยเลือกรอ ตอนนี้ต้องวิ่งให้เร็วกว่าเดิม
เมื่อปี 2022 Dario เลือกเก็บ Claude ไว้ทดสอบต่อ แล้วต้องมองดูคู่แข่งคว้าผู้ใช้หลักร้อยล้านคนไปก่อน สี่ปีต่อมา ความระมัดระวังแบบเดียวกันนั้นกลับเป็นสิ่งที่ลูกค้าองค์กรอย่างธนาคาร บริษัทกฎหมาย และบริษัทซอฟต์แวร์ให้ความสำคัญ จนยอมจ่ายเงินให้ Claude ทำงานแทน
ธุรกิจของ Anthropic วันนี้จึงมีหน้าตาต่างจากแอปที่คนทั่วไปคุ้นเคย รายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าองค์กรที่ใช้งานหนักและจ่ายตามปริมาณงานที่ส่งให้ Claude ทำ รายได้แบบนี้โตเร็วเมื่อองค์กรเพิ่มการใช้งาน แต่ก็ลดลงได้เร็วเช่นกันหากองค์กรเหล่านี้ปรับลดงบด้าน AI
ทว่าเกมที่ Anthropic อยู่ตอนนี้ไม่มีเวลาให้รอแบบปี 2022 อีกแล้ว โมเดลรุ่นใหม่ของคู่แข่งแต่ละรุ่นบีบให้ต้องลงทุนเพิ่ม และลูกค้าที่ใช้งานมากขึ้นก็หมายถึงค่าประมวลผลที่สูงขึ้นตาม
สำหรับนักลงทุน เรื่องที่ต้องติดตามจากนี้จึงมีสองด้าน ด้านแรกคือลูกค้าองค์กรรายใหญ่จะยังขยายการใช้งาน Claude ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ด้านที่สองคือรายได้ที่โตเร็วระดับนี้จะเปลี่ยนเป็นกำไรได้เมื่อไร ขณะที่ชิปและ Cloud ส่วนสำคัญยังมาจากพันธมิตรที่เป็นคู่แข่ง
เพราะท้ายที่สุด ผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่บริษัทที่สร้าง AI ได้ฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทที่สามารถเปลี่ยนความสามารถของ AI ให้กลายเป็นคุณค่าที่ลูกค้ายอมจ่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารต้นทุนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
หมายเหตุ: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและสภาวะตลาด ข้อมูลอ้างอิงจากเอกสาร Form S-1 ของ Anthropic ที่ยื่นต่อ SEC ณ เดือนพฤศจิกายน 2026