Café Invest
Markets

Defense สหรัฐฯ ได้สัญญาต่อเนื่อง หนุนฐานรายได้ระยะยาว

Defense สหรัฐฯ ได้สัญญาต่อเนื่อง หนุนฐานรายได้ระยะยาว

Boeing, RTX, L3Harris และ Lockheed Martin ได้รับแรงหนุนจากสัญญากลาโหมขนาดใหญ่และการเร่งเพิ่มกำลังผลิตทั้ง F/A-XX, AMRAAM, THAAD และ PAC-3 อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นตอบรับจำกัด ซึ่งอาจมาจากความกังวลว่ารายได้จากการเติมคลังอาวุธจะยั่งยืนเพียงใด และ Backlog จะเปลี่ยนเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน โดย INVX มองบวก LMT มากที่สุด เพราะฐานผลิตภัณฑ์อย่าง F-35, PAC-3 และ THAAD เชื่อมโยงกับความต้องการเชิงโครงสร้างระยะยาวด้านการป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ จึงมีความยั่งยืนของรายได้สูงกว่าที่ตลาดกังวล

1. Boeing: ชนะ F/A-XX ต่อเนื่องจาก F-47

Boeing ชนะโครงการ F/A-XX เครื่องบินรบยุคที่ 6 ของกองทัพเรือ มูลค่าระยะพัฒนามากกว่า $20bn ต่อเนื่องจากการชนะ F-47 ของกองทัพอากาศในปี 2025 ทำให้บริษัทมีบทบาทสำคัญในโครงการเครื่องบินรบยุคใหม่ของสหรัฐฯ และเพิ่มฐานรายได้กลาโหมระยะยาวเข้าสู่ทศวรรษ 2030 อย่างไรก็ดี บริษัทต้องบริหารทรัพยากรและบุคลากรให้เพียงพอสำหรับการพัฒนาหลายโครงการพร้อมกัน

2. RTX: เร่งเพิ่มกำลังผลิต AMRAAM

RTX ได้สัญญา AMRAAM สูงสุด $20.7bn ระยะ 5 ปี พร้อมทางเลือกต่ออีก 2 ปี และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตเป็นอย่างน้อย 1,900 ลูกต่อปี สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งจากทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยบริษัทอยู่ระหว่างเพิ่มกำลังผลิตและขยายห่วงโซ่อุปทานเพื่อรองรับคำสั่งซื้อระยะหลายปี ซึ่งช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ธุรกิจ Raytheon

3. L3Harris: ขยายฐานผลิต THAAD

L3Harris ได้สัญญาจาก Lockheed Martin มากกว่า $6bn ระยะ 7 ปี เพื่อขยายการผลิตระบบขับเคลื่อนของ THAAD โดยจะสร้างโรงงานใหม่สำหรับ Solid Rocket Boost Motor และเพิ่มกำลังผลิตระบบควบคุมทิศทางของขีปนาวุธ การลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิต THAAD ราว 4 เท่า และช่วยยกระดับบทบาทของ LHX ในห่วงโซ่อุปทานระบบป้องกันขีปนาวุธ

4. Lockheed Martin: เร่งขยาย THAAD และ PAC-3

Lockheed Martin อยู่ระหว่างเพิ่มกำลังผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มการผลิต THAAD จากราว 96 เป็น 400 ลูกต่อปี และ PAC-3 MSE จากราว 600 เป็น 2,000 ลูกต่อปี พร้อมลงทุนประมาณ $8–9bn ในโรงงานและห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ F-35 และอาวุธนำวิถียังเป็นฐานรายได้หลัก ทำให้บริษัทมี Backlog และโครงการระยะยาวรองรับในหลายผลิตภัณฑ์

5. มุมมอง INVX

เรามองว่าการได้สัญญาขนาดใหญ่ต่อเนื่องสะท้อนว่า อุปสงค์ของอุตสาหกรรม Defense ยังแข็งแกร่ง แต่สาเหตุที่ราคาหุ้นหลายบริษัทตอบรับจำกัด อาจมาจากตลาดตั้งคำถามว่า รายได้จากการเติมคลังอาวุธและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะมีความยั่งยืนมากเพียงใด รวมถึงต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยน Backlog เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดจริง

อย่างไรก็ดี เรามองบวก LMT มากที่สุดในกลุ่ม เพราะมองว่าความยั่งยืนของรายได้สูงกว่าที่ตลาดกังวล โดยผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ F-35, PAC-3 และ THAAD เชื่อมโยงกับความต้องการเชิงโครงสร้างด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การป้องกันขีปนาวุธ และการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งมีแนวโน้มเป็นงบประมาณระยะหลายปี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติมคลังอาวุธระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ขณะที่การเพิ่มกำลังผลิตครั้งใหญ่ในปัจจุบันช่วยรองรับการเติบโตของรายได้ในระยะกลางถึงยาว

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน