งาน Beijing Auto Show 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำของจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์โลก ด้วยการทำลายสถิติทั้งพื้นที่จัดแสดงและจำนวนผู้เข้าชมกว่า 1.2 ล้านคน ธีมหลักของงานมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EVs) สอดคล้องกับยอดขายในเดือนเมษายนที่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ยังคงเติบโตได้ดีกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน แม้ความต้องการในประเทศจะชะลอตัวลงบ้างในช่วงต้นเดือน แต่ได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาช่วยพยุงไว้
สรุปภาพรวมงาน Beijing Auto Show 2026 และยอดขายรถยนต์จีนเดือนเมษายน

ภาพรวม Beijing Auto Show 2026 และยอดขาย EV จีน
งาน Beijing Auto Show 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำของจีนในอุตสาหกรรมรถยนต์โลก ด้วยการทำลายสถิติทั้งพื้นที่จัดแสดงและจำนวนผู้เข้าชมกว่า 1.2 ล้านคน ธีมหลักของงานมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart EVs) สอดคล้องกับยอดขายในเดือนเมษายนที่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ยังคงเติบโตได้ดีกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน แม้ความต้องการในประเทศจะชะลอตัวลงบ้างในช่วงต้นเดือน แต่ได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาช่วยพยุงไว้
ยอดขายรายแบรนด์
กลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่น:
- Chery: ยอดขาย NEV ทะลุ 100,000 คันเป็นครั้งแรก
- Leapmotor & Zeekr: ทำยอดส่งมอบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย Leapmotor ครองแชมป์กลุ่มผู้ผลิตหน้าใหม่ติดต่อกัน 3 เดือน ขณะที่ Zeekr เติบโตโดดเด่นแม้จะเป็นรถในระดับราคาสูง
- Xiaomi: รักษาระดับส่งมอบได้แข็งแกร่งที่กว่า 30,000 คัน พร้อมเร่งขยายเครือข่ายศูนย์บริการ
- Nio: ฟื้นตัวชัดเจน (+22.8% YoY) เริ่มเห็นผลบวกจากกลยุทธ์แบรนด์รอง (Onvo และ Firefly) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มวอลุ่ม
กลุ่มที่เผชิญความท้าทายหรือชะลอตัว:
- BYD: แม้จะยังเป็นอันดับหนึ่งในแง่ปริมาณ แต่ยอดขายรวมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 จึงต้องหันไปเน้นการส่งออก ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของยอดขายทั้งหมด
- Li Auto: ยอดขายทรงตัว (+0.4% YoY) อยู่ในช่วงรอยต่อของการรอเปิดตัวรถรุ่นเรือธงใหม่ L9 Livis
ไฮไลท์ด้านเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง
อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันที่ตัวรถ ไปสู่การแข่งกันที่ ซอฟต์แวร์และ AI
- ระบบขับขี่อัตโนมัติ: การผสาน AI Large Models เข้ากับตัวรถกลายเป็นมาตรฐานใหม่ และระบบขับขี่อัตโนมัติ Level 3 เริ่มถูกนำมาใช้จริงในวงกว้าง
- นวัตกรรมแบตเตอรี่: มีการจัดแสดงเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีความหนาแน่นพลังงานเกิน 400 Wh/kg (รองรับระยะทางวิ่ง 1,500 กม.) และเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Ultra-fast เช่น Flash charging 9 นาทีของ BYD รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องการชาร์จในสภาพอากาศหนาวจัด
พลวัตของตลาด: เทคโนโลยีสูงในราคาที่ต่ำลง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้คือ ความเท่าเทียมทางเทคโนโลยี แบรนด์จีนสามารถนำระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูงมาใส่ในรถยนต์ราคาประหยัด (ประมาณ 5 แสนบาท) ได้สำเร็จ ทำให้ค่ายรถยนต์ระดับโลกต้องเร่งปรับตัวและทุ่มงบวิจัยมากขึ้นเพื่อที่จะยังสามารถแข่งขันในตลาดได้
สัญญาณต่ออุตสาหกรรม
- การพึ่งพาตลาดต่างประเทศ: ความต้องการซื้อในประเทศเริ่มอิ่มตัวและเปราะบาง ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ต้องดิ้นรนส่งออกไปขายต่างประเทศมากขึ้น
- อำนาจการต่อรองราคาที่หายไป: เมื่อเทคโนโลยีขั้นสูงกลายเป็นสิ่งที่ทุกค่ายต้องมี ผู้ผลิตจึงไม่สามารถตั้งราคาขายให้แพงกว่าคู่แข่งได้ ในขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรของทั้งกลุ่มถูกบีบคั้นอย่างหนัก
ความเสี่ยงที่สำคัญ
- สงครามราคา: การตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้าจะรุนแรงขึ้น
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์: การพึ่งพายอดขายส่งออกที่สูงขึ้น ทำให้มีความเปราะบางต่อกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าจากยุโรปและสหรัฐฯ
- กำลังการผลิตล้นตลาด: การเร่งผลิตรถออกมามากเกินไปอาจทำให้สินค้าค้างสต็อกและต้องนำมาเลหลังขายในอนาคต
มุมมองของ INVX
เรามองว่าแม้ราคาน้ำมันที่สูงจะช่วยให้คนหันมาสนใจรถไฟฟ้ามากขึ้น แต่ปัจจัยนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น
เราประเมินว่ากลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนยังคงมีความน่ากังวลจาก สงครามราคา ที่รุนแรง (นำโดย BYD, Geely และ Xiaomi) ซึ่งจะทำให้กำไรของบริษัทเหล่านี้ลดลงอย่างมาก เราจึงประเมินว่าปัจจัยลบพื้นฐานยังมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกสั้นๆ
เราแนะนำให้ หลีกเลี่ยง การลงทุนในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โดยตรง แต่เรามองบวกในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบขับขี่ เช่น CATL (CATL23) และ Horizon Robotics (HORIZON23) มากกว่า เพราะได้ประโยชน์จากปริมาณการผลิตรถที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามราคา

