Binance เผชิญเหตุโจมตี Hot Wallet เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2026 ส่งผลให้สินทรัพย์ถูกขโมยมูลค่าราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ โดยผู้โจมตีโอนเงินผ่านหลายเครือข่าย ก่อนกระจายสินทรัพย์ไปยัง Wallet ต่าง ๆ รวมถึงใช้แพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Aave และ Uniswap เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์บางส่วนเป็น ETH ซึ่งอายัดได้ยากกว่า Stablecoin
จากการติดตามข้อมูล On-chain มีรายงานว่า Wallet จำนวน 608 แห่งที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ถือครองรวมกว่า 551,612 ETH โดยส่วนใหญ่ยังไม่มีการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม การติดตามพบสินทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าสามารถกู้คืนได้ทันที
ล่าสุด Binance ระบุว่าอายัดสินทรัพย์ได้ราว 3 พันล้านดอลลาร์ จัดหาสินทรัพย์ทดแทนได้แล้ว 95% และเริ่มทยอยเปิดถอนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายสุทธิได้
เหตุการณ์นี้สะท้อนความสำคัญของการเลือกแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาต มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม และกระจายความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ โดยนักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าการกู้คืนเงิน ผลตรวจสอบเงินสำรอง และมาตรการป้องกันเหตุซ้ำอย่างต่อเนื่อง
Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ของโลก เผชิญเหตุโจมตี Hot Wallet เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2026 ส่งผลให้สินทรัพย์ถูกขโมยมูลค่าราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่บริษัทจะเร่งติดตามและอายัดสินทรัพย์บางส่วน พร้อมจัดหาเงินมาชดเชยลูกค้า โดยล่าสุด Binance ระบุว่าจัดหาสินทรัพย์ทดแทนได้แล้ว 95% และเริ่มทยอยเปิดถอนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน
แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีเงินอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการติดตาม InnovestX จะพาย้อนดูว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เงินที่ถูกขโมยถูกโอนไปที่ไหน และ Binance รับมืออย่างไร พร้อมสรุปข้อควรระวังและบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน
1. สถานการณ์ล่าสุดเป็นอย่างไร หลัง Binance ถูกแฮ็ก?
หลังเกิดเหตุโจมตี Binance เริ่มทยอยกลับมาเปิดถอนสินทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 พร้อมเดินหน้าจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนส่วนที่ถูกขโมย และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออายัดเงินของผู้โจมตี
3 ความคืบหน้าล่าสุด ได้แก่
- Binance ประเมินว่าสินทรัพย์ถูกขโมยไปมูลค่าราว 6.3 พันล้านดอลลาร์ จากเหตุโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ความเสียหายสุทธิ เนื่องจากสินทรัพย์บางส่วนยังอยู่ระหว่างการติดตามและกู้คืน
- Binance ระบุว่าสามารถจัดหาสินทรัพย์ทดแทนได้แล้วประมาณ 95% โดยสินทรัพย์หลัก 10 ชนิด ได้แก่ BTC, ETH, USDT, BNB, SOL, USDC, XRP, USD1, RLUSD และ ZEC มีสินทรัพย์หนุนหลังครบ 100% ตามที่บริษัทประกาศ ส่วนอีก 5% เป็น Token ที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งยังอยู่ระหว่างทยอยจัดหาทดแทน
- Binance ระบุว่าสามารถอายัดสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้โจมตีได้ราว 3 พันล้านดอลลาร์ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานและผู้ออกสินทรัพย์ อย่างไรก็ตาม การอายัดเป็นเพียงการระงับไม่ให้ผู้โจมตีเคลื่อนย้ายเงินต่อได้ และไม่ได้หมายความว่า Binance ได้รับสินทรัพย์ส่วนนี้กลับคืนมาแล้ว
ทั่งนี้ การจัดหาสินทรัพย์ทดแทนไม่ได้หมายถึงการกู้คืนเงินที่ถูกขโมย เพราะ Binance สามารถนำเงินของบริษัทมาชดเชยสินทรัพย์ของลูกค้าได้ ขณะที่การอายัดเป็นเพียงการจำกัดไม่ให้ผู้โจมตีโอนเงินบางส่วนต่อไป
ดังนั้น แม้ Binance จะจัดหาสินทรัพย์ทดแทนได้แล้ว 95% แต่ยังต้องติดตามว่าจะสามารถนำเงินที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้จริงเท่าไร และท้ายที่สุดบริษัทจะต้องรับภาระความเสียหายสุทธิมากน้อยเพียงใด
2. ย้อนเหตุการณ์ Binance ถูกแฮ็ก เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม 2026?
เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 30 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย โดยพบการโอนสินทรัพย์ผิดปกติออกจาก Hot Wallet ของ Binance บนหลายเครือข่าย ก่อนจะมีการโอน ETH และ Stablecoin จำนวนมากออกไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
จากการตรวจสอบธุรกรรมบน Blockchain พบว่าการโจมตีบน Ethereum เกี่ยวข้องกับกลไก EIP-7702 ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์สั่งโอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าของ Binance
ย้อนลำดับเหตุการณ์สำคัญ (เวลาประเทศไทย)
- 03:05 น. Binance ระบุว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ โดยมีรายงานการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์บน XRP Ledger ก่อนพบธุรกรรมบนเครือข่ายอื่น
- 03:20 น. พบการมอบสิทธิ์ผ่าน EIP-7702 ประมาณ 50 รายการที่เกี่ยวข้องกับ Hot Wallet ของ Binance บน Ethereum
- 03:24 น. ETH จำนวน 167,464 เหรียญ พร้อม USDT ประมาณ 1.615 พันล้านดอลลาร์ และ Token อื่น ๆ ถูกโอนออกไป
- 03:41 น. มีรายงานการโอน USDC เพิ่มเติมประมาณ 780 ล้านดอลลาร์ รวมถึงพบการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์จาก Wallet บน Optimism และ Polygon
- 04:01–04:04 น. มีรายงานว่า Tether และ Circle เริ่มอายัด Stablecoin ที่เกี่ยวข้อง โดย Circle อายัด USDC ได้ประมาณ 823 ล้านดอลลาร์
- 07:10 น. มีรายงานการเพิกถอนสิทธิ์ EIP-7702 ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี
แล้ว EIP-7702 เกี่ยวข้องกับการแฮ็กครั้งนี้อย่างไร?
ปกติแล้ว EIP-7702 เป็นกลไกที่ช่วยให้บัญชี Ethereum สามารถอนุญาตให้โปรแกรมทำธุรกรรมแทนได้ภายใต้สิทธิ์ที่กำหนด แต่หากผู้โจมตีสามารถทำให้ระบบอนุมัติสิทธิ์โดยมิชอบ ก็อาจใช้สิทธิ์ดังกล่าวสั่งโอนสินทรัพย์ออกไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องขโมย Private Key โดยตรง
อย่างไรก็ตาม Binance ยังไม่ได้ยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของการโจมตี โดยเบื้องต้นระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ของวิศวกรที่ถูกเจาะระบบ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่า Private Key รั่วไหล จึงต้องรอผลสอบสวนเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากช่องทางใด
3. หลังการแฮ็ก สินทรัพย์หลายพันล้านดอลลาร์ถูกโอนไปไหน?
หลังจากเงินถูกโอนออกจาก Binance ผู้โจมตีไม่ได้เก็บสินทรัพย์ทั้งหมดไว้ใน Wallet เดียว แต่กระจายเงินผ่านกระเป๋าหลายแห่ง บางส่วนถูกนำไปใช้บนแพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Aave และ Uniswap ขณะที่เงินอีกส่วนถูกเปลี่ยนจาก Stablecoin เป็น ETH ก่อนส่งต่อไปยังกระเป๋าปลายทาง
ระหว่างนั้น ผู้ออก Stablecoin ก็เริ่มอายัดสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เงินบางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายต่อได้ แต่ยังมีสินทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนเป็น ETH และยังอยู่ใน Wallet ที่ติดตามพบ
แม้ Blockchain จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางการโอนเงิน แต่การติดตามพบ Wallet ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงินกลับคืนมาได้ทันที โดยเฉพาะ ETH ซึ่งไม่มีผู้ออกส่วนกลางที่สามารถสั่งอายัดเหรียญได้เหมือน USDT หรือ USDC

ภาพประกอบ: เส้นทางการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์หลังเหตุโจมตี Binance จากการวิเคราะห์ข้อมูล On-chain โดย @zarvxbt เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X
3.1 เงิน 190 ล้าน USDT ถูกนำไปใช้ผ่าน Aave และ Uniswap อย่างไร?
หนึ่งในเส้นทางที่น่าสนใจเริ่มจาก USDT ประมาณ 190 ล้านดอลลาร์ถูกส่งไปยังกระเป๋าตัวกลาง ก่อนแบ่งเงินออกไปหลายส่วน ทั้งการนำไปกู้ยืมบน Aave และแลกเปลี่ยนเป็น ETH ผ่าน Uniswap โดยธุรกรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
จากการติดตามเส้นทางเงิน มีความเคลื่อนไหวสำคัญดังนี้
- 60 ล้าน USDT: ถูกนำไปฝากเป็นหลักประกันบน Aave ก่อนกู้ WETH ออกมาประมาณ 19,762 เหรียญภายในไม่กี่นาที
- 100 ล้าน USDT: มีรายงานว่าถูกทยอยแลกเป็น ETH ผ่าน Uniswap รวม 4 ครั้ง โดยส่งเงินผ่าน Wallet ตัวกลางหลายแห่ง
- 30 ล้าน USDT: มีรายงานว่าถูกอายัดระหว่างทาง ทำให้ไม่สามารถโอนต่อได้
- 57,891 ETH: มีรายงานว่าถูกส่งไปยังกระเป๋าปลายทางแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาพบว่าถือ ETH อยู่ประมาณ 78,415 เหรียญ ณ วันที่ 31 ตุลาคม
การใช้ Aave ทำให้ผู้โจมตีสามารถนำ USDT ไปค้ำประกันเพื่อกู้ WETH ออกมาได้โดยไม่ต้องขาย USDT ก่อน ส่วน Uniswap ถูกใช้แลกเปลี่ยน USDT บางส่วนเป็น ETH
อย่างไรก็ตาม เงินที่กู้ออกมาจาก Aave ยังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระ จึงไม่ใช่เงินที่ได้รับเพิ่มโดยไม่มีต้นทุน ขณะที่การเปลี่ยน USDT เป็น ETH ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนประเภทสินทรัพย์ ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นอีกก้อนหนึ่ง
3.2 ทำไม Stablecoin ถูกอายัด แต่บางส่วนยังเปลี่ยนเป็น ETH ได้?
หลังเกิดเหตุ ผู้ออก Stablecoin หลายรายเริ่มอายัดสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับผู้โจมตี ทั้ง USDT, USDC, USD1 และ FDUSD รวมถึง Token ที่อ้างอิงทองคำ โดยมีรายงานว่า Wallet หลักแห่งหนึ่งถูกจำกัดการโอนสินทรัพย์ไว้ราว 2.09 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของยอดอายัดประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ที่ Binance เปิดเผยก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สินทรัพย์ทั้งหมดจะถูกอายัดได้ทัน จึงยังพบการนำ Altcoin บางส่วน เช่น ZAMA, SOPH, RE, BLUR และ ROBO ไปขายแลกเป็น ETH ผ่าน Wallet ใหม่หลายแห่ง ก่อนจะพบว่า ETH บางส่วนถูกรวบรวมไว้ในกระเป๋าสองแห่ง ซึ่งถืออยู่ประมาณ 7,003 ETH และ 9,788 ETH ตามลำดับ
เหตุผลที่สินทรัพย์ที่ถูกเปลี่ยนเป็น ETH ยังต้องถูกจับตา เพราะ Stablecoin อย่าง USDT และ USDC มีผู้ออกเหรียญที่สามารถสั่งระงับการโอนจาก Wallet บางแห่งได้ แต่ ETH ไม่มีกลไกอายัดโดยผู้ออกเหรียญในลักษณะเดียวกัน ทำให้แม้จะติดตามได้ว่าเงินถูกส่งไปที่ไหนผ่าน Blockchain ก็ไม่สามารถสั่งหยุดการโอนหรือนำเงินกลับคืนมาได้ทันที
3.3 FBI เผยรายชื่อ 608 Wallet พบ ETH กว่า 551,000 เหรียญ
หลังเกิดเหตุ สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation หรือ FBI) ได้เผยแพร่รายชื่อ Wallet ที่เชื่อมโยงกับการโจมตี Binance เพื่อให้หน่วยงานและแพลตฟอร์มซื้อขายต่าง ๆ ช่วยติดตามสินทรัพย์ที่ถูกขโมย
จากการนำ Ethereum Address จำนวน 608 รายการในรายชื่อดังกล่าวมาตรวจสอบยอดคงเหลือและประวัติการโอน พบว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกระเป๋าเดิม และแทบไม่มีการเคลื่อนไหว ณ เวลาที่ตรวจสอบ
ข้อมูลสำคัญจากการวิเคราะห์มีดังนี้
- 551,612 ETH: ยอดรวมที่มีรายงานว่าอยู่ใน Wallet ทั้ง 608 แห่ง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์
- 607 จาก 608 Wallet: ยังไม่พบการโอน ETH ออก ณ เวลาที่ตรวจสอบ
- 7 Wallet ใหญ่: ถือ ETH รวมกันประมาณ 512,861 เหรียญ หรือราว 93% ของยอดทั้งหมด
- 1 Wallet: มีรายงานการโอนทดสอบ 1 ETH ก่อนส่งอีก 46 ETH ไปยังกระเป๋าใหม่ 2 แห่ง
นอกจากนี้ หากรวม ETH ที่อยู่ในกระเป๋ารวบรวมอีก 2 แห่งที่ติดตามพบก่อนหน้านี้ จะมี ETH ประมาณ 568,000 เหรียญ หรือราว 1.29 พันล้านดอลลาร์ ที่ยังไม่มีการเคลื่อนไหว ณ เวลาที่ตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูล On-chain ไม่ใช่ยอดที่ FBI ยืนยันโดยตรง และยังต้องตรวจสอบว่ามีการนับสินทรัพย์ซ้ำระหว่างกระเป๋าหรือไม่
แม้ ETH จำนวนมากยังอยู่ใน Wallet ที่ติดตามได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์เหล่านั้นถูกอายัดหรือกู้คืนแล้ว เพราะผู้ที่ควบคุมกระเป๋าอาจยังสามารถโอนเงินไปที่อื่นได้ในอนาคต
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการเคลื่อนย้ายเงินไปยัง Wallet ใหม่ ความคืบหน้าการอายัด และยอดสินทรัพย์ที่สามารถกู้คืนได้จริง
4. Binance ฟื้นฟูการให้บริการอย่างไร?
หลังเกิดเหตุ Binance เร่งจัดหาเงินและสินทรัพย์เข้ามาชดเชยส่วนที่ถูกขโมย โดยบริษัทระบุว่าได้จัดสรรทรัพยากรมากกว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับความเสียหายและการถอนของลูกค้า ก่อนรายงานว่าจัดหาสินทรัพย์ทดแทนได้เพิ่มจาก 90% ในวันที่ 31 ตุลาคม เป็น 95% ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026
สำหรับเงินที่นำมาชดเชย Binance ระบุว่ามาจาก 3 ส่วน ได้แก่ กองทุน SAFU เงินส่วนเกินจาก Futures Insurance Fund และเงินสำรองของบริษัทเอง โดยนำมาใช้รองรับสินทรัพย์ของลูกค้าระหว่างที่ยังติดตามเงินจากผู้โจมตี ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบบัญชีอิสระที่แจกแจงการใช้เงินแต่ละส่วนอย่างครบถ้วน
ในด้านการให้บริการ Binance เริ่มทยอยกลับมาเปิดถอนสินทรัพย์ โดยมีความคืบหน้าดังนี้
- การเปิดถอน: Binance เริ่มเปิดถอนเฟสแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 ครอบคลุมสินทรัพย์หลัก เช่น BTC, ETH, USDT และ USDC รวมถึงสินทรัพย์บนเครือข่ายอื่นบางส่วน อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานยังต้องตรวจสอบสถานะเหรียญและเครือข่ายก่อนทำธุรกรรม
- การเปลี่ยน Wallet: Binance เริ่มใช้ Wallet Address ใหม่สำหรับโอนและถอนสินทรัพย์ พร้อมเพิ่มที่อยู่ดังกล่าวในรายการสินทรัพย์สำรองของบริษัท แต่ยังต้องติดตามผลตรวจสอบระบบความปลอดภัยเพิ่มเติมว่าได้แก้ไขช่องทางที่เกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีครบถ้วนแล้วหรือไม่
- การตรวจสอบเงินสำรอง (Proof of Reserves): Binance ระบุว่าได้บันทึกข้อมูลสินทรัพย์ (Snapshot) ณ วันที่ 31 ตุลาคม เวลา 07:00 น. ตามเวลาไทย และคาดว่าจะเผยแพร่หลักฐานฉบับเต็มภายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ตามเวลา UTC โดยใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof เพื่อให้ผู้ใช้งานตรวจสอบหลักฐานเงินสำรองได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลบัญชีลูกค้าทั้งหมด
นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลเงินสำรองและอัตราส่วนเงินสำรอง (Reserve Ratio) ผ่านเว็บไซต์ทางการของ Binance ได้ที่ https://www.binance.com/en/proof-of-reserves
อย่างไรก็ตาม Proof of Reserves เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบว่าสินทรัพย์ที่บริษัทถืออยู่รองรับยอดของลูกค้าตามขอบเขตที่เปิดเผยหรือไม่ แต่ไม่ได้เป็นการตรวจสอบฐานะการเงินทั้งหมดของบริษัท และไม่สามารถใช้ยืนยันมูลค่าความเสียหายสุทธิจากเหตุการณ์แฮ็กได้
5. บทเรียนจาก Binance นักลงทุนควรรับมืออย่างไร?
เหตุการณ์ Binance ถูกแฮ็กครั้งนี้สะท้อนว่า แม้แต่แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทรายใหญ่ของโลกก็ยังมีโอกาสเผชิญเหตุโจมตีได้ ดังนั้น นอกจากความเสี่ยงจากราคาคริปโทที่ผันผวน นักลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มที่เลือกใช้ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น อาจส่งผลต่อการเข้าถึงและถอนสินทรัพย์ของตนเอง
สำหรับนักลงทุน มี 4 เรื่องสำคัญที่ควรพิจารณา
- เลือกผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาต: ตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ตรวจสอบได้
- ศึกษาวิธีดูแลสินทรัพย์ของลูกค้า: พิจารณามาตรการรักษาความปลอดภัย วิธีจัดเก็บสินทรัพย์ และแนวทางรับมือหากเกิดเหตุโจมตี รวมถึงเงื่อนไขในการชดเชยความเสียหาย
- กระจายความเสี่ยง: หลีกเลี่ยงการเก็บสินทรัพย์ทั้งหมดไว้บนแพลตฟอร์มเดียว และเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชี
- ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการ: โดยเฉพาะสถานะการถอนเงิน การกู้คืนสินทรัพย์ และประกาศด้านความปลอดภัย พร้อมระวังมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างชื่อแพลตฟอร์มเพื่อหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลบัญชี
สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการในประเทศไทย InnovestX เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนสามารถพิจารณาได้ โดย InnovestX เป็นบริษัทในกลุ่ม SCBX เช่นเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ และได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทนายหน้าซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานไทย
ท้ายที่สุด การลงทุนคริปโทไม่ใช่แค่เลือกว่าจะซื้อเหรียญอะไร แต่ต้องเลือกด้วยว่าจะลงทุนผ่านใคร เพราะความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ความปลอดภัยของสินทรัพย์ และการบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้โอกาสในการสร้างผลตอบแทน
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้