- ตลาด Crypto ยังเปราะบางจากปัจจัยมหภาค: ความกังวลหุ้นเทคโนโลยีและสถานการณ์ตะวันออกกลางกดดันตลาด โดย Bitcoin ลดลงราว 3% แตะ $80,400 ขณะที่ Ethereum ลดลง 7% สู่ $2,400
- Bitcoin เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากข้อมูล On-chain: Glassnode พบว่าราคาฟื้นจาก $81,500 ได้ 2 ครั้ง และยังอยู่เหนือ 3 ระดับต้นทุนสำคัญที่ $81,500, $77,500 และ $74,500 แต่ปริมาณซื้อขายยังเบาบางและ Spot ETF มีเงินไหลออกสุทธิ $679 ล้าน จึงต้องติดตามความต่อเนื่องของแรงซื้อ
- Strategy และ Strive เดินหน้าสะสม Bitcoin: Strategy ถือครองรวม 848,250 BTC และซื้อเพิ่ม 250 BTC ขณะที่ Strive ถือครอง 32,773 BTC และซื้อเพิ่ม 3,311 BTC สะท้อน Demand จากบริษัทจดทะเบียนที่ยังต่อเนื่อง
- Standard Chartered เปิดรับฝาก RLUSD: พร้อมแผนร่วมมือกับ LMAX Group เพื่อนำ Stablecoin มาใช้เป็นหลักประกันซื้อขาย สะท้อนการขยายบทบาท Crypto สู่ระบบการเงินสถาบัน
- จับตา PPI และ Retail Sales สหรัฐฯ วันที่ 15 ต.ค.: ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 0.5% และ 0.3% MoM ตามลำดับ หากตัวเลขทั้งสองรายการออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด จะสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพิ่มเติม และเป็นปัจจัยกดดันเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล
Bitcoin เริ่มตั้งหลักได้! แรงซื้อจากบริษัทใหญ่จะช่วยหนุนราคาหรือไม่?

สรุปสถานการณ์ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเคลื่อนไหวทรงตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดหุ้นเทคโนโลยี หลังนักลงทุนกังวลความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ขณะที่ตลาดรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงที่เหลือของปี ส่งผลให้การฟื้นตัวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังมีความเปราะบาง
ด้านการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงราว 3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 80,400 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ปรับตัวลดลงประมาณ 7% สู่ระดับ 2,400 ดอลลาร์
ปัจจัยมหภาคที่ต้องติดตามประจำสัปดาห์
สำหรับประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้คือ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ย. ซึ่งจะมีการรายงานพร้อมกันในวันที่ 15 ต.ค. โดยตลาดคาดการณ์ว่า PPI จะขยายตัว 0.5% MoM และ Retail Sales จะเติบโต 0.3% MoM
หากตัวเลขทั้งสองรายการออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด จะสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพิ่มเติม และเป็นปัจจัยกดดันเชิงลบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาใกล้เคียงหรือต่ำกว่าคาด จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ส่งผลดีต่อสภาพคล่องและช่วยหนุนราคาสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับประเด็นนี้อีกครั้งภายหลังจากที่ราคายังคงยืนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องโดยทิศทางราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในระยะถัดไป
Big Cap Performance
Source : Tradingview as of 14 October 2026
Key Highlight 1: Bitcoin ยืนเหนือ $81,500 ได้ 2 ครั้ง! ข้อมูล On-chain เผย 3 แนวรับสำคัญที่อาจหนุนการฟื้นตัว
Source: Glassnode as of 13 October 2026
Bitcoin ฟื้นตัวเหนือ $81,500 เริ่มเห็นสัญญาณสร้างฐานราคา
Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ $83,400 โดยข้อมูลจาก Glassnode พบว่าราคาสามารถฟื้นตัวจากระดับ $81,500 ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนใน Spot Bitcoin ETF สหรัฐฯ ได้ถึง 2 ครั้ง จากเดิมที่ระดับดังกล่าวเคยเป็นแนวต้านสำคัญ การกลับมายืนเหนือระดับนี้จึงเป็นสัญญาณเชิงบวก และเริ่มมีโอกาสที่แนวต้านเดิมจะเปลี่ยนเป็นแนวรับ ช่วยสนับสนุนภาพการฟื้นตัวของ Bitcoin
รู้จัก 3 ระดับต้นทุนสำคัญ ช่วยประเมินจังหวะตลาด
จากข้อมูล Glassnode ระบุ 3 ระดับต้นทุนที่น่าจับตา ได้แก่ $81,500 ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุน Spot Bitcoin ETF, $77,500 ระดับ True Market Mean หรือต้นทุนเฉลี่ยของ Bitcoin ที่ยังมีการเคลื่อนไหว โดยปรับลดผลกระทบจากเหรียญที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน และ $74,500 ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้นที่ถือ Bitcoin ไม่เกิน 155 วัน
การที่ราคาปัจจุบันอยู่เหนือทั้ง 3 ระดับ สะท้อนว่าราคาตลาดยังสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยตามตัวชี้วัดเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสนับสนุนการฟื้นตัว หากราคาปรับฐาน ระดับดังกล่าวจึงเป็นบริเวณแนวรับที่ควรติดตามว่าแรงซื้อจะกลับเข้ามาช่วยพยุงราคาได้หรือไม่
จับตาแนวรับ $81,500 พร้อม Fund Flow และปริมาณซื้อขาย
แม้ภาพราคาจะเริ่มดีขึ้น แต่ปริมาณซื้อขายยังค่อนข้างเบาบางที่ราว $6.8 พันล้านต่อวัน ขณะที่ Spot Bitcoin ETF มีเงินไหลออกสุทธิประมาณ $679 ล้านในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนจึงควรติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ควบคู่กับ Fund Flow และปริมาณซื้อขาย หาก Bitcoin รักษาระดับ $81,500 ได้พร้อมแรงซื้อเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มน้ำหนักต่อภาพการฟื้นตัว แต่หากหลุดระดับดังกล่าว อาจต้องจับตาแนวรับถัดไปบริเวณ $77,500
Key Highlight 2: Strategy และ Strive เดินหน้าสะสม Bitcoin สะท้อน Demand จากบริษัทจดทะเบียนที่ยังต่อเนื่อง
Source: Coingecko as of 13 October 2026
รู้จัก Strategy และ Strive สองบริษัทผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ของโลก
นอกจากสัญญาณฟื้นตัวด้านราคาแล้ว ความต้องการ Bitcoin จากบริษัทจดทะเบียนยังเป็นอีกปัจจัยที่น่าจับตา โดย Strategy (MSTR) เดิมชื่อ MicroStrategy เป็นบริษัทซอฟต์แวร์สหรัฐฯ ที่หันมาเน้นสะสม Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรองของบริษัท (Bitcoin Treasury) ภายใต้การนำของ Michael Saylor ปัจจุบันถือครอง 848,250 BTC มากที่สุดในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน
ขณะที่ Strive (ASST) เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์และการเงินที่ร่วมก่อตั้งโดย Vivek Ramaswamy และขยายธุรกิจสู่ Bitcoin Treasury ปัจจุบันถือครอง 32,773 BTC ติดอันดับ 5 ของบริษัทจดทะเบียนที่ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก
ทั้งสองบริษัทยังเดินหน้าสะสม Bitcoin พร้อมบริหารเงินทุนต่างกลยุทธ์
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 250 BTC มูลค่าประมาณ $21.5 ล้าน พร้อมใช้เงินราว $192.4 ล้านซื้อหุ้นบุริมสิทธิคืน เพื่อบริหารโครงสร้างเงินทุน ขณะที่ Strive ซื้อ Bitcoin เพิ่มถึง 3,311 BTC มูลค่าราว $280 ล้าน นับเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทตั้งแต่เดือนมกราคม
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า Bitcoin ยังคงเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริหารสินทรัพย์สำรองของบริษัทจดทะเบียน แม้แต่ละบริษัทจะมีแนวทางจัดสรรเงินทุนแตกต่างกัน และเริ่มเห็นผู้เล่นรายอื่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นนอกเหนือจาก Strategy
จับตา Demand จากบริษัทจดทะเบียน อีกแรงสนับสนุนตลาดระยะยาว
บริษัทเหล่านี้สามารถระดมทุนผ่านตลาดหุ้นเพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin ถือเป็นสินทรัพย์สำรองระยะยาว จึงเป็นอีกแหล่งความต้องการนอกเหนือจากนักลงทุนทั่วไปและ Spot ETF โดยเฉพาะ Strategy ที่ถือครอง Bitcoin คิดเป็นประมาณ 4% ของอุปทานสูงสุด 21 ล้าน BTC
นักลงทุนควรติดตามยอดซื้อ Bitcoin สุทธิของบริษัทจดทะเบียน ความสามารถในการระดมทุน และ Fund Flow ของ Spot ETF หากแรงซื้อจากทั้งสองช่องทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจช่วยสนับสนุน Demand ของ Bitcoin ในระยะกลางถึงยาว อย่างไรก็ตาม ผลต่อราคายังขึ้นอยู่กับแรงซื้อขายรวมของตลาดและต้นทุนทางการเงินของแต่ละบริษัท
Key Highlight 3: Standard Chartered เปิดรับฝาก RLUSD ดัน Stablecoin สู่ตลาดการเงินสถาบัน
ธนาคารระดับโลกเปิดรับฝาก RLUSD เชื่อม Stablecoin กับระบบการเงินดั้งเดิม
Standard Chartered เปิดบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล (Custody) สำหรับ RLUSD หรือ Ripple USD ซึ่งเป็น Stablecoin ของ Ripple ที่ออกแบบให้มีมูลค่า 1 RLUSD เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงินฝากดอลลาร์ ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ ระยะสั้น และสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดเป็นทุนสำรอง ผ่านสาขาในดูไบ บริการนี้ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถถือ Stablecoin ภายใต้การดูแลของธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด Crypto ของสถาบันที่ต้องการมาตรฐานการดูแลสินทรัพย์แบบเดียวกับตลาดการเงินดั้งเดิม
จุดเปลี่ยนสำคัญ Stablecoin ไม่ได้มีไว้แค่โอนเงิน แต่ใช้เป็นหลักประกันซื้อขายได้
Standard Chartered เตรียมร่วมมือกับ LMAX Group แพลตฟอร์มซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนและสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับสถาบัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำ RLUSD ที่ฝากไว้กับธนาคารมาใช้เป็นหลักประกันในการซื้อขาย โดยไม่ต้องโอนสินทรัพย์ไปฝากไว้กับแพลตฟอร์มโดยตรง หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ไว้กับคู่ค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารหลักประกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการเชื่อมตลาดการเงินดั้งเดิมกับ Crypto
จับตา Stablecoin ขยายบทบาทสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
ความร่วมมือนี้สะท้อนว่า Traditional Finance (TradFi) และ Crypto กำลังเชื่อมต่อกันในระดับโครงสร้างพื้นฐาน จากเดิมที่ Stablecoin ใช้หลัก ๆ เพื่อโอนเงินและชำระเงิน กำลังขยายสู่การบริหารสภาพคล่องและหลักประกันของสถาบันการเงิน ซึ่งอาจเพิ่มความต้องการใช้งาน Stablecoin ในระยะยาว
สำหรับนักลงทุน ควรติดตามการเปิดใช้งานระบบร่วมกับ LMAX ปริมาณ RLUSD ที่ถูกนำไปใช้เป็นหลักประกัน และการขยายบริการลักษณะเดียวกันของธนาคารอื่น เพราะจะช่วยสะท้อนว่า Stablecoin กำลังได้รับการยอมรับในระบบการเงินจริงมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การเติบโตของ RLUSD และ XRP Ledger ไม่ได้หมายความว่าราคา XRP จะเพิ่มขึ้นโดยตรง
มุมมองทางด้านเทคนิค
BTC
ภาพรายสัปดาห์ ราคาแกว่งผันผวนและย่อลงเล็กน้อย แต่ยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ได้ ขณะที่ RSI ยังเคลื่อนไหวในโซน Bullish ส่วน MACD ยังคงยืนเหนือแกน 0 และอยู่เหนือ Signal Line ประเมินว่าราคายังคงอยู่ในช่วงพักตัว โดยยังมองว่าเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ที่เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับจะยังรองรับได้ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเพื่อทดสอบจุดสูงเดิม
Source : InnovestX Research as of 14 October 2026
แนวรับ: 80,000-77,000 ดอลลาร์
แนวต้าน: 90,000-93,000 ดอลลาร์
ETH
ภาพรายสัปดาห์ ราคาแกว่งผันผวนและย่อลงเล็กน้อย แต่ยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ได้ ขณะที่ RSI ยังเคลื่อนไหวในโซน Bullish ส่วน MACD ยังอยู่เหนือแกน 0 และอยู่เหนือ Signal Line ประเมินว่าราคายังคงอยู่ในช่วงพักตัว โดยยังมองว่าเส้นค่าเฉลี่ย 75 สัปดาห์ที่เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับจะยังรองรับได้ และมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อเพื่อทดสอบจุดสูงเดิม
Source : InnovestX Research as of 14 October 2026
แนวรับ: 2,350-2,200 ดอลลาร์
แนวต้าน: 2,800-3,100 ดอลลาร์
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

