นักลงทุนระดับโลกแต่ละคนล้วนมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน บางคนสร้างผลตอบแทนจากหุ้นราคาถูก บางคนกระจายการลงทุนไปหลายสิบบริษัทเพื่อลดความเสี่ยง แต่สำหรับ Chris Hohn ผู้ก่อตั้ง TCI Fund Management เขาเลือกถือหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท ศึกษาทุกธุรกิจอย่างลึกซึ้ง และเมื่อเห็นว่าผู้บริหารกำลังทำลายมูลค่าของผู้ถือหุ้น เขาจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ
เพราะสำหรับ Chris Hohn การลงทุนแบบโฟกัสไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงกับหุ้นไม่กี่ตัว แต่คือการเลือกเฉพาะธุรกิจที่แข็งแกร่งมากพอ จนสมควรได้รับทั้งเงินทุน เวลา และความเชื่อมั่นของเขา
ซีรีส์ Investor Stories จาก InnovestX จะพาทุกคนไปรู้จักนักลงทุนระดับตำนาน ผ่านเรื่องราวชีวิต จุดเปลี่ยน และวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เพื่อถอดบทเรียนที่นักลงทุนทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้
วันนี้มาทำความรู้จัก Chris Hohn ลูกชายช่างซ่อมรถ ผู้พิสูจน์ว่า "การถือหุ้นน้อยตัวไม่ใช่ปัญหา ถ้าทุกตัวเป็นธุรกิจที่เรารู้จักดีพอ และกล้าถือได้นานพอ"

มาทำความรู้จักเส้นทางของ Chris Hohn
Chris Hohn เติบโตในครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นช่างซ่อมรถที่อพยพจากจาเมกา ส่วนแม่เป็นเลขานุการ
เมื่อก่อตั้ง TCI Fund Management เขาตั้งใจให้การลงทุนเชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุน Children's Investment Fund Foundation ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในองค์กรการกุศลด้านเด็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก สำหรับ Chris Hohn การลงทุนไม่ได้มีหน้าที่สร้างความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินทุกก้อนถูกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
จดหมายฉบับเดียว เปลี่ยนธนาคารยักษ์ใหญ่ได้อย่างไร
ปี 2007 Chris Hohn ส่งจดหมายถึงผู้บริหาร ABN AMRO พร้อมยื่นญัตติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้ถือหุ้นจึงควรยอมรับผลตอบแทนที่ย่ำแย่ ทั้งที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า เขาเรียกร้องให้ธนาคารเปิดทางสู่การขายกิจการหรือแยกขายสินทรัพย์ หากผู้บริหารไม่สามารถสร้างมูลค่าได้
แรงกดดันจาก TCI Fund Management กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเข้าซื้อกิจการครั้งประวัติศาสตร์ โดยกลุ่มธนาคาร Royal Bank of Scotland, Fortis และ Banco Santander เข้าซื้อ ABN AMRO ด้วยมูลค่าราว 100,000 ล้านดอลลาร์ เหตุการณ์นี้ทำให้โลกเริ่มรู้จัก Chris Hohn ในฐานะ Activist Investor ที่ใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง
อะไรทำให้ Chris Hohn เปลี่ยนคำถามที่ใช้เลือกหุ้น
วิกฤตการเงินปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่ TCI Fund Management ขาดทุนกว่า 40% ทำให้ Chris Hohn ต้องทบทวนแนวทางการลงทุน จากเดิมที่ถามว่า "บริษัทไหนบริหารได้แย่จนเราเข้าไปเปลี่ยนได้" เขาเปลี่ยนมาเป็น "บริษัทไหนแข็งแกร่งมากพอจนแทบไม่มีใครแทนที่ได้"
ตั้งแต่นั้น TCI Fund Management จึงค่อยๆ เปลี่ยนจากการลงทุนในบริษัทที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหา มาเป็นการสะสมธุรกิจคุณภาพสูงที่มีรายได้สม่ำเสมอ อำนาจในการกำหนดราคา และความได้เปรียบที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก เขาไม่ได้เลิกเป็น Activist Investor แต่เลือกให้ Activism เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่เหตุผลหลักในการซื้อหุ้น
พอร์ตไม่กี่ตัวที่สร้างผลตอบแทนระดับโลก

ปัจจุบัน TCI Fund Management ถือหุ้นเพียงราว 10 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น เครือข่ายการชำระเงิน บริษัทจัดอันดับเครดิต ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและอวกาศ
ธุรกิจเหล่านี้มีจุดร่วมคือ ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้คู่แข่งได้ยาก บริษัทสามารถขึ้นราคาได้ และมีความได้เปรียบที่สร้างตามได้ไม่ง่าย
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2004 TCI Fund Management สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยราว 18% ต่อปี (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2025) และในปี 2025 กองทุนทำกำไรให้ผู้ลงทุนประมาณ 18,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกำไรรายปีสูงสุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม Hedge Fund
ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้มาจากการซื้อขายหุ้นนับร้อยตัว แต่เกิดจากการเลือกธุรกิจเพียงไม่กี่แห่ง แล้วกล้าถือในสัดส่วนที่มีความหมาย
หลายคนไม่เคยรู้ว่า นักลงทุนที่เข้มงวดเรื่องเงินที่สุด กลับบริจาคเงินมหาศาล
แม้ Chris Hohn จะขึ้นชื่อเรื่องการกดดันผู้บริหารให้ใช้เงินทุนอย่างมีวินัย แต่อีกด้านหนึ่ง เขากลับเป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร เขานำความสำเร็จจากการลงทุนไปสนับสนุนงานด้านเด็ก สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เพราะเชื่อว่าเงินทุกก้อนควรถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะอยู่ในบริษัทหรือมูลนิธิก็ตาม
หลักการลงทุนที่ Chris Hohn ยึดมาตลอดชีวิต

สำหรับนักลงทุน บทเรียนสำคัญไม่ใช่การลดพอร์ตให้เหลือสิบตัวทันที แต่คือการถามตัวเองก่อนลงทุนว่า หากเราถือหุ้นได้เพียง 10 บริษัท และในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทนี้ดีพอที่จะอยู่ในพอร์ตหรือไม่
เพราะหลายครั้ง วิธีลดความเสี่ยงที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การเพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ต แต่คือการเหลือไว้เฉพาะธุรกิจที่เราเข้าใจและเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรศึกษา ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน