ความพยายามผลักดัน Digital Asset Market CLARITY Act ซึ่งเป็นหนึ่งในร่างกฎหมายสำคัญที่ต้องการสร้างกรอบกำกับตลาด Crypto ของสหรัฐฯ สะดุดครั้งใหญ่ หลังวุฒิสภาลงมติในขั้นตอน Procedural Vote และไม่สามารถรวบรวมเสียงได้ถึงเกณฑ์ 60 เสียง ที่จำเป็นต่อการเดินหน้าร่างกฎหมาย
ผลการลงมติจึงทำให้ความพยายามสร้างกติกาตลาด Crypto ผ่าน Congress ต้องหยุดลงอย่างน้อยในระยะสั้น และเพิ่มความไม่แน่นอนว่าอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ จะอยู่ภายใต้กรอบกำกับแบบใดต่อไป
CLARITY Act คืออะไร และทำไมตลาดให้ความสำคัญ?
หัวใจของ CLARITY Act คือการสร้าง กติกากลาง ให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสหรัฐฯ ตั้งแต่การจำแนกประเภทของ Digital Asset ไปจนถึงการกำหนดขอบเขตหน้าที่ระหว่าง SEC และ CFTC ให้ชัดเจนขึ้น
สำหรับอุตสาหกรรม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ Bitcoin แต่คือการตอบคำถามว่า สินทรัพย์ใดอยู่ภายใต้หน่วยงานไหน และบริษัท Crypto ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กติกาใด ซึ่งมีผลตั้งแต่ Exchange, Broker, Token Issuer ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ต้องการเข้าสู่ตลาด
ทำไม CLARITY Act ถึงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้?
แม้ทั้งสองฝ่ายจะเจรจากันมาหลายเดือนและปรับรายละเอียดของร่างกฎหมายจำนวนมาก แต่สุดท้ายยังมีหลายประเด็นที่ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ โดยเฉพาะเรื่อง Ethics และ Conflict of Interest
1. จุดขัดแย้งสำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐควรมีผลประโยชน์ใน Crypto ได้มากแค่ไหน?
หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาคือการกำหนดข้อจำกัดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดกฎ Crypto สามารถได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากอุตสาหกรรมที่ตัวเองกำกับดูแล
2. มีความพยายามเพิ่มข้อจำกัดด้าน Ethics ก่อนการลงมติ
ข้อเสนอที่เจรจากันก่อนลงมติพยายามเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับการออกหรือสนับสนุน Digital Asset ของเจ้าหน้าที่รัฐและคู่สมรส รวมถึงการจัดการผลประโยชน์ทางการเงินใน Crypto เพื่อลดความเสี่ยงด้าน Conflict of Interest
3. แต่ฝั่งเดโมแครตบางส่วนมองว่าข้อจำกัดยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
ข้อกังวลสำคัญคือข้อเสนออาจจำกัดการออกสินทรัพย์ใหม่ แต่ยังไม่ครอบคลุมผลประโยชน์หรือธุรกิจ Crypto ที่มีอยู่เดิมอย่างเพียงพอ รวมถึงมีข้อเรียกร้องให้ขยายข้อจำกัดไปยังการถือครองขนาดใหญ่ บุคคลในครอบครัว และผลประโยชน์จากการโปรโมต Crypto
4. ผลประโยชน์ด้าน Crypto ของ Trump ทำให้ประเด็น Conflict of Interest ถูกจับตามากขึ้น
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากประธานาธิบดี Donald Trump และครอบครัวมีธุรกิจและผลประโยชน์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ Crypto ทำให้การกำหนดข้อจำกัดด้าน Ethics กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการเจรจา
นอกจากเรื่อง Ethics แล้ว ยังมีความเห็นต่างในประเด็นอื่น เช่น การป้องกันการฟอกเงิน ผลกระทบของ Stablecoin ต่อเงินฝากในระบบธนาคาร และรายละเอียดของกรอบกำกับตลาด ทำให้ท้ายที่สุดไม่สามารถรวบรวมเสียงได้ถึงเกณฑ์ 60 เสียง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม Crypto: Regulatory Uncertainty เพิ่มขึ้น
หลังผลการลงมติ ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Crypto เผชิญแรงขาย โดย Bitcoin ปรับตัวลง ขณะที่หุ้นอย่าง Coinbase และ Circle ถูกกดดันเช่นกัน
ประเด็นสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมคือการที่ CLARITY Act ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ทำให้ Regulatory Uncertainty ยังคงอยู่ โดยเฉพาะสำหรับ Exchange, Stablecoin, Tokenization และสถาบันการเงินที่ต้องตัดสินใจลงทุนระยะยาวในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงเดียวกันไม่ได้มาจาก CLARITY Act เพียงปัจจัยเดียว เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงยังถูกกดดันจากปัจจัย Macro ทั้งราคาน้ำมันและ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น
แล้วกฎ Crypto สหรัฐฯ จะไปทางไหนต่อ?
แม้ CLARITY Act จะสะดุด แต่ การกำกับดูแล Crypto ของสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดลง
ในระยะต่อไป SEC และ CFTC ยังสามารถเดินหน้าสร้างกฎและแนวทางกำกับดูแลภายใต้อำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ ทำให้อุตสาหกรรมยังสามารถเห็นความชัดเจนเพิ่มเติมในบางเรื่อง แม้ Congress ยังไม่สามารถผ่านกฎหมาย Market Structure ฉบับใหญ่ได้
อย่างไรก็ตาม กฎที่ออกโดยหน่วยงานกำกับมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับกฎหมายจาก Congress เพราะสามารถถูกปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่าเมื่อรัฐบาลหรือผู้บริหารหน่วยงานเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น การไม่สามารถเดินหน้าของ CLARITY Act ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ หยุดพัฒนาอุตสาหกรรม Crypto แต่หมายถึง Regulatory Clarity ถูกเลื่อนออกไป
ในระยะสั้น นักลงทุนจึงต้องจับตาความผันผวนของ Bitcoin และ Crypto Equity ขณะที่ในระยะยาว ประเด็นสำคัญคือ Congress จะนำ Market Structure Bill กลับมาพิจารณาอีกครั้งหรือไม่ และระหว่างนั้น SEC และ CFTC จะสามารถสร้างกติกาที่ชัดเจนได้มากแค่ไหน
เพราะความชัดเจนของกฎระเบียบจะยังเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของสถาบันการเงินในการขยายเข้าสู่ Crypto, Stablecoin และ Tokenization ในสหรัฐฯ
คำเตือน
คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้