- COST เผยงบ F4Q25 ดีกว่าคาด กำไรโต 11% ยอดขายเพิ่ม 8% สมาชิกใหม่เติบโต 6.3% YoY สมาชิก Executive ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 47.7% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ด้าน Gross margin ขยายตัวเป็น 11.1% และ Traffic ใน E-commerce โตเด่นถึง 27%
- เราประเมินว่า แนวโน้มการเติบโตของ COST ยังดีอยู่ จาก 1) สมาชิกยังมีความภักดีสูง รวมถึงสามารถดึงดูดสมาชิกใหม่ได้ต่อเนื่อง 2)การจัดการห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลกระทบภาษีนำเข้ามีจำกัด 3) ยึดมั่นในกลยุทธ์ราคา โดยจะขึ้นราคาเป็นทางเลือกสุดท้าย และหากขึ้นจะขึ้นราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะหันไปพัฒนาสินค้า House Brand ที่มีกำไรสูงแทน 4) ช่องทางดิจิทัลเติบโตสูง ส่งผลให้มีโอกาสสร้างรายได้จากการขาย และรายได้เสริมจากการโฆษณามากขึ้น
- เราแนะลงทุนในช่วงที่หุ้นย่อตัวลงหลังราคาหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Forward PE อยู่ที่ราว 46.8x ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 40.3x
- เรามองแนวรับที่ 925 ส่วนแนวต้านที่ 967 หาก breakout ผ่านขึ้นไปได้จะเป็นสัญญาณที่ดี และมีแนวโน้มไปต่อได้ถึง 980 - 994
- Downside Risk คือ 1) การแข่งขันจาก WMT และ AMZN 2) แรงกดดันทางเศรษฐกิจ 3) ความท้าทายด้านต้นทุนจากภาษีนำเข้า
Markets
INVX Offshore Stock Update – Costco Wholesale (COST.US)

COST เผยงบ F4Q25* ดีกว่าคาด แนวโน้มการเติบโตสมาชิกยังดี
- งบ 4Q25 ดีกว่าคาด โดยกำไรสุทธิโต 11% YoY ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 8% YoY รายได้ค่าสมาชิกเพิ่มขึ้น 14% YoY ด้านสมาชิกใหม่เติบโต 6.3% YoY โดยราวครึ่งหนึ่งมาจากกลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่สมาชิก Executive ยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 47.7% ของจำนวนสมาชิกจาก 47.2% ใน F3Q25 ด้านอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าหลักขยายตัวเล็กน้อยเป็น 11.1% ในขณะที่ E-commerce มี Traffic โตเด่นถึง 27% YoY
มุมมอง InnovestX (เรามองว่า แนวโน้มการเติบโตของ COST ยังดีในระยะยาว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้)
- เราประเมินประเด็นสมาชิกซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและมีกำไรสูงยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี โดยรายได้ค่าสมาชิกได้รับแรงหนุนจากการขึ้นค่าสมาชิก $5 เมื่อเดือน ก.ย. 2024 แต่ฐานสมาชิกยังคงภักดี ในขณะที่สมาชิกใหม่ครึ่งนึงมาจากช่องทางออนไลน์และมีอายุต่ำกว่า 40 ปี เรามองว่า เป็นแนวโน้มที่ดีในระยะยาว ด้านสมาชิก Executive เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บ่งชี้การตอบสนองบวกต่อนโยบายการเพิ่มชั่วโมงทำการพิเศษในสหรัฐฯ สำหรับสมาชิก Executive
- เรามองประเด็นอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าที่ขยายตัว สะท้อนประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานและคลังสินค้าของบริษัท ซึ่งมีผลกระทบจากภาษีนำเข้าจำกัด
- เราชอบกลยุทธ์ของบริษัทที่ยืนยันว่า การขึ้นราคาจะเป็นทางเลือกสุดท้าย และหากจะขึ้นราคา ก็จะขึ้นช้ากว่าคู่แข่ง ซึ่งมองว่าเป็นจุดแข็งของบริษัท โดยบริษัทจะลดสินค้าตามฤดูกาลที่ไม่ใช่สินค้าจำเป็น และเน้นพัฒนาสินค้าทำกำไรสูงอย่าง Kirkland Signature (House Brand) เพื่อทดแทนต้นทุนที่สูงขึ้น
- ช่องทางอีคอมเมิร์ซยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้เรามองว่ามีโอกาสที่จะสร้างรายได้จากการขายและรายได้เสริมจากสื่อโฆษณามากขึ้น

