Café Invest
Research

CPAXT – เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor เสร็จสมบูรณ์

CPAXTSET
CPAXT – เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor เสร็จสมบูรณ์

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. CPAXT ได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor (TFP) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมชั้นนำของมาเลเซีย คิดเป็นมูลค่า 1.31 หมื่นลบ. เสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในมาเลเซีย เราคาดว่าดีลนี้จะไม่มีผลต่อกำไรในปี 2026F ก่อนที่จะเริ่มสร้างผลบวกต่อกำไรในปี 2027F (+2-3% ของกำไร) ทั้งนี้หลังจาก Habitat เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามยังคงเป็นการเพิ่มขึ้นของอัตราการเช่าพื้นที่ โดย CPAXT ยังคงประมาณการผลขาดทุนของ Habitat ในปี 2026F ไว้ที่ 500 ลบ. (ประมาณ 5% ของกำไร) ซึ่งรวมอยู่ในประมาณการของเราแล้ว เราคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ CPAXT โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 17 บาท อิงวิธี DCF (WACC 7.5%,อัตราการเติบโตระยะยาว 1.5%)

การเข้าซื้อกิจการ TFP CPAXT ได้ดำเนินการเข้าซื้อหุ้น 100% ใน The Food Purveyor (TFP) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมชั้นนำของมาเลเซีย คิดเป็นมูลค่า 1.6 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (1.31 หมื่นลบ.) เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยธุรกรรมดังกล่าว (ประกาศผ่านการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2026) เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2026 หลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องครบถ้วน TFP จะถูกนำมารวมงบการเงินตั้งแต่เดือน ก.ย. 2026 เป็นต้นไป และคาดว่าจะช่วยให้รายได้กลุ่มธุรกิจ B2C ของ CPAXT เพิ่มขึ้นได้ราว 4% (หรือ 2% ของรายได้ในงบการเงินรวมของ CPAXT) ในปี 2027 ดีลนี้ใช้แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม 80% และกระแสเงินสดภายในบริษัท 20% ในขณะที่คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุน (Net IBD/E) จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 0.4 เท่า

TFP คือใคร? TFP ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมมากกว่า 50 สาขา ภายใต้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ Village Grocer, B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant โดยคาดว่ามีส่วนแบ่งตลาดราว 30% ในตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียมของมาเลเซีย และมีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูง เมื่อรวมกับ Lotus’s Malaysia ซึ่งมีประมาณ 70 สาขา จะทำให้ CPAXT มีเครือข่ายร้านค้าปลีกมากกว่า 120 สาขาทั่วประเทศมาเลเซีย

เหตุผลในการลงทุน การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้ CPAXT สามารถเข้าถึงตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศมาเลเซียได้ทันที โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ราว 10% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าอัตราการเติบโตของตลาดค้าปลีกโดยรวมที่ประมาณ 4% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตธุรกิจนอกเหนือจากไฮเปอร์มาร์เก็ตและธุรกิจค้าส่ง ทำให้บริษัทมีสัดส่วนธุรกิจที่สมดุลมากขึ้นระหว่างกลุ่มตลาดแมส ตลาดระดับกลาง และตลาดพรีเมียม ผู้บริหารคาดว่าจะเกิด synergy จากการเพิ่มขนาดการจัดซื้อและอำนาจต่อรอง การขยายสินค้าแบรนด์ของบริษัท (private-label)  การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกระดับพรีเมียม นอกจากนี้ CPAXT ยังมีแผนใช้ประโยชน์จากธุรกิจที่มีอยู่แล้วในมาเลเซีย เช่น Lucky Frozen เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดหาและการเจรจากับซัพพลายเออร์ ที่สำคัญคือ ผู้ก่อตั้งและทีมผู้บริหารของ TFP จะยังคงดำรงตำแหน่งและบริหารงานต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกระบวนการควบรวมกิจการให้เป็นไปอย่างราบรื่น

TFP จะช่วยเพิ่มกำไรเล็กน้อย ขณะที่ผลขาดทุนของ Habitat ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม เราประเมินว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เสร็จสิ้นที่ PE ประมาณ 28 เท่า เทียบกับ PE ที่ 26-38 เท่า (เฉลี่ย 32 เท่า) ของบริษัทค้าปลีกในมาเลเซีย เช่น MR DIY และ 99 Speedmart ณ วันที่มีการประกาศดีล เราคาดว่าดีลนี้จะไม่มีผลต่อกำไรในปี 2026F เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการและต้นทุนดอกเบี้ย ก่อนที่จะเริ่มสร้างผลบวกต่อกำไรในปี 2027F โดยจะช่วยให้กำไรเพิ่มขึ้นได้ 160-260 ลบ. หรือคิดเป็น 2-3% ของกำไรหลังหักต้นทุนทางการเงินของ CPAXT

เมื่อมองไปข้างหน้า Habitat ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามหลังเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 21 ส.ค. โดย CPAXT ยังคงประมาณการผลขาดทุนปี 2026 ไว้ที่ 500 ลบ. (100 ลบ. ใน 1H26 และ 400 ลบ. ใน 2H26) ซึ่งรวมอยู่ในประมาณการของเราแล้ว (-5% ของประมาณการกำไรปี 2026F ของเรา)  ณ วันเปิดดำเนินการ พื้นที่สำนักงานมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 30% ขณะที่พื้นที่เชิงพาณิชย์มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 70% ประกอบด้วยผู้เช่าแบบค่าเช่าคงที่ 50% และผู้เช่าชั่วคราว 20% ซึ่งมีอัตราค่าเช่าต่ำกว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 90% ภายในสิ้นปี 2026 ผ่านการเพิ่มผู้เช่าภายใต้สัญญาค่าเช่าคงที่อีก 20% โดยคาดว่าอัตราการเช่าภายใต้สัญญาค่าเช่าคงที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 85% ภายใน 12 เดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลและกำลังซื้อ ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและของเสีย ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) และการบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ แนวปฏิบัติด้านแรงงาน และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (S)

CPAXT – เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor เสร็จสมบูรณ์ | Café Invest