Café Invest
Markets

💸 ขาดดุลแฝด "น่ากลัว" หรือไม่?

💸 ขาดดุลแฝด "น่ากลัว" หรือไม่?

🎯ช่วงนี้มีการพูดถึงกันมากว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "การขาดดุลแฝด" (Twin Deficit) หลังจากที่ข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2569 เผยว่าไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดุลการคลังก็ยังคงขาดดุลต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาล คำถามที่นักลงทุนและประชาชนทั่วไปต่างสงสัยคือ สัญญาณเหล่านี้อันตรายแค่ไหน และควรกังวลเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด?

🔸"การขาดดุลแฝด" หมายถึงการที่ประเทศเผชิญกับการขาดดุลพร้อมกันสองด้าน ได้แก่ ดุลการคลัง (Fiscal Deficit) คือรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษี และ ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) คือประเทศนำเข้ามากกว่าส่งออก รวมถึงรับรายได้จากต่างประเทศน้อยกว่าที่จ่ายออกไป


ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก การขาดดุลแฝดถูกมองว่าน่ากังวลด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก แรงกดดันต่อค่าเงิน — เมื่อประเทศจ่ายเงินตราต่างประเทศออกไปมากกว่าที่รับเข้ามา ค่าเงินมักอ่อนตัวลง ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อและความผันผวนทางการเงิน ประการที่สอง ความเปราะบางของหนี้ต่างประเทศ — รัฐบาลที่ขาดดุลการคลังอาจต้องกู้เงินจากต่างประเทศ ทำให้ภาระดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนพุ่งสูงขึ้น ประการที่สาม ความเสี่ยงวิกฤต — เมื่อนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น อาจเกิดการถอนทุนกะทันหัน จนนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน ดังที่เคยเกิดขึ้นในเอเชียปี 2540 ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของตลาดการเงินโลก ประเทศที่มีการขาดดุลแฝดมักถูกมองว่า "ข้างในก็ถังแตก ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้" ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศได้ง่ายขึ้น และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของค่าเงินในระยะถัดไป

แม้ตัวเลขจะดูน่าตกใจ แต่หากวิเคราะห์เชิงโครงสร้างอย่างละเอียด สถานการณ์ของไทยในขณะนี้มีความแตกต่างจากวิกฤตในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า การขาดดุลในครั้งนี้ยังเป็นปัจจัยชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล

📌ประการแรก — ขาดดุลการค้า มีคำอธิบายที่ชัดเจน

การนำเข้าที่พุ่งสูงถึง 45.0% เทียบกับปีก่อนในเดือนเมษายน มีที่มาจากสองสาเหตุหลัก คือ (1) การนำเข้าสินค้าทุน (Capital Goods) เช่น อุปกรณ์ Data Center แผงวงจร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ (2) การนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การขาดดุลลักษณะนี้จึงไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ แต่สะท้อนการลงทุนเพื่ออนาคตและแรงกดดันต้นทุนจากภายนอก ซึ่งต่างจากการขาดดุลเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร

📌ประการที่สอง — ดุลบริการและเงินทุนช่วยหักล้าง
แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ แต่ดุลบริการ (Services Balance) ยังคงเกินดุลจากรายได้การท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย (Capital and Financial Account) เกินดุลจากกระแสเงิน FDI ที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) โดยรวมยังคงเป็นบวกอยู่ที่ราว 1,351 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 6 เดือนล่าสุด) นี่คือตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกว่า ระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของไทยยังมีเสถียรภาพ

📌ประการที่สาม — ค่าเงินบาทไม่อ่อนอย่างที่คาด
สิ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือค่าเงินบาท ซึ่งแม้จะมีการขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดสูง แต่เงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก โดยเฉลี่ยเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ราว 32.47 บาทต่อดอลลาร์ เหตุผลสำคัญคือกระแสเงิน FDI ที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาเพื่อลงทุนในประเทศนั้น ทำหน้าที่หักล้างกับเงินดอลลาร์ที่ออกไปซื้อสินค้านำเข้า พูดง่ายๆ คือ ส่วนหนึ่งของการขาดดุลการค้านั้นเป็นการที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาเพื่อนำเข้าสินค้าทุนสำหรับลงทุนในบ้านเราเอง ดอลลาร์สองกระแสนี้จึงหักล้างกัน แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจึงไม่รุนแรงอย่างที่หลายคนกังวล

🔸มองไปข้างหน้า — การขาดดุลแฝดอาจเป็น "ข้อดี" ในระยะยาว
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาในมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว การขาดดุลแฝดในครั้งนี้กลับอาจเป็นสัญญาณที่ดีกว่าที่หลายคนคิด

🚩มิติที่ 1 — ดุลการคลัง: กันชนทางเศรษฐกิจที่จำเป็น
ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขาดดุลการคลังจากการกระตุ้นของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย Plus หรือพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ล้วนเป็นกันชนที่สำคัญในการพยุงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในยามที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นยังไม่สตาร์ทเต็มกำลัง แม้การขาดดุลการคลังต้องบริหารด้วยวินัย แต่ในบริบทปัจจุบันถือเป็นนโยบายที่จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์

🚩มิติที่ 2 — ดุลบัญชีเดินสะพัด: ลงทุนเพื่อ S-Curve รุ่นต่อไป
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มาจาก FDI ด้าน Data Center อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และห่วงโซ่การผลิตชิปขั้นสูง คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นกำลังการผลิตและแหล่งรายได้ในอนาคต ทั้งการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตสูงถึง 64.6% เทียบกับปีก่อนในเดือนเมษายน และสัญญาณจากผู้ผลิตชิ้นส่วนไฮเทครายสำคัญที่จะเริ่มผลิตจำนวนมากในครึ่งหลังของปีนี้ ล้วนบ่งชี้ว่าไทยกำลังอยู่ในกระบวนการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าอย่างจริงจัง ซึ่งการขาดดุลในระยะสั้นจากการนำเข้าสินค้าทุนเหล่านี้จึงถือเป็นต้นทุนที่คุ้มค่าสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป

🚩มิติที่ 3 — แม้ดุลการค้าติดลบ แต่เงินบาทไม่ได้ถูกกดดันมากนัก
ข้อมูลดัชนีค่าเงินที่แท้จริงแบบถ่วงน้ำหนักการค้า (NEER25) ปัจจุบันอยู่ที่ราว 129.16 หมายความว่าเงินบาทยังแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่งถึงกว่า 29% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา หากการขาดดุลแฝดส่งผลให้เงินบาทปรับอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ นั่นอาจเป็นสิ่งที่ดีต่อภาคส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว


🔸การขาดดุลแฝดของไทยในขณะนี้ไม่ใช่สัญญาณวิกฤต แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ทั้งจากการลงทุน FDI เชิงคุณภาพ การปรับตัวของภาครัฐต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง และแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยชั่วคราว ตราบใดที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังแข็งแกร่ง ดุลการชำระเงินโดยรวมยังเป็นบวก และกระแส FDI ยังไหลเข้าต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าเงินหรือวิกฤตดุลการชำระเงินยังคงอยู่ในระดับต่ำ


🔸ที่น่าจับตามองจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขดุลการค้าในเดือนนี้ แต่คือ คุณภาพและองค์ประกอบ ของสิ่งที่เรานำเข้า และสิ่งที่เราจะส่งออกได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การขาดดุลแฝดที่นำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากขึ้น อาจเป็น "ต้นทุนที่จ่ายแล้วคุ้มค่า" สำหรับการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประเทศไทย

#InnovestXResearch

ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว

INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน อ่านต่อ: > ข้อสงวนสิทธิ์.pdf

💸 ขาดดุลแฝด "น่ากลัว" หรือไม่? | Café Invest