Café Invest
Markets

Electrification เป็นกลุ่มทีมีคอขวดและโอกาสปรับประมาณการขึ้น

Electrification เป็นกลุ่มทีมีคอขวดและโอกาสปรับประมาณการขึ้น

อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเติบโตโดดเด่นใน 1Q26 นำโดยความต้องการจาก AI Data Center และการอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดคำสั่งซื้อ ทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายบริษัท ทำให้ความชัดเจนของรายได้เห็นได้ชัดเจนในช่วง 2027-2028 เรามองว่าคอขวดของการเติบโตเศรษฐกิจไม่ใช่แค่เพียงกลุ่ม AI อย่างเดียวแต่คือความพร้อมของพลังงานไฟฟ้าและสายส่งเพื่อสนับสนุนความต้องการของ Data center ด้วยภาวะคอขวดนี้ทำให้บริษัทมีความสามารถในการกำหนดราคาสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการรายได้และกำไรในปี 2026 ทั้งนี้ความท้าทายของการเติบโตจะอยู่ที่ความสามารถในการขยายกำลังการผลิตและการบริหารห่วงโซ่อุปทานเพื่อเร่งส่งมอบงานให้ทันตามความต้องการที่สูงขึ้น ดังนั้นเรามองว่าหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ได้แก่ ABB, GE Vernova (GEV23), Eaton

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้รวมของกลุ่มใน 1Q26 ปรับเพิ่มขึ้น 17% YoY ส่งผลให้กำไรปรับเพิ่มขึ้น 71% YoY โดยภาพรวมผลประกอบการใน 1Q26 ของกลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สะท้อน 3 ประเด็นได้แก่

  1. ยอดขายเติบโตจากทั้งปริมาณที่เพิ่มขึ้นและสัดส่วนของสินค้าที่เปลี่ยนไปทางธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสูง จากยอดขายแสดงให้เห็นว่าความต้องการของกลุ่มนี้ไม่ได้ชะลอตัวลง เช่น data center, software ของระบบส่งไฟฟ้า, เน้นไปที่บริการมากกว่าตัวสินค้าแบบเดิม
  2. อัตราการทำกำไรโดยรวมดีขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นแรงและอำนาจในการกำหนดราคาที่เพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อและสัดส่วนรายได้จากซอฟต์แวร์/บริการที่เพิ่มขึ้น บางบริษัทก็อาจจะมีแรงกดดันอยู่บ้างจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตและปัญหาคอขวดที่เป็นตัวกดดันอัตราการทำกำไรในระยะสั้นอยู่บ้าง
  3. ยอดคำสั่งซื้อและคำสั่งซื้อใหม่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่ารอบการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ายังอยู่ช่วงต้นถึงช่วงกลางของวัฏจักรมากกว่าจะเป็นช่วงปลายของวัฏจักร

การเติบโตของรายได้

เทียบ

การเติบโตของกำไร

เทียบ

%Chg YoY

%Chg QoQ

คาดการณ์

%Chg YoY

%Chg QoQ

คาดการณ์

ABB

10%

-4%

2%

22%

6%

2%

Eaton

17%

6%

4%

3%

-16%

2%

GE Vernova

16%

-15%

3%

1817%

30%

5%

nVent

53%

16%

12%

63%

21%

15%

Vertiv

30%

-8%

2%

83%

-14%

16%

Siemens Energy

3%

6%

1%

78%

14%

1%

Schneider

11%

-12%

1%

na

na

na

Legrand

24%

2%

2%

14%

-6%

22%

Total

17%

-4%

71%

10%

เกือบทุกบริษัทมีการปรับเป้าหมายปี 2026 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • ABB, nVent, GE Vernova, Siemens Energy, Vertiv ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ อัตราการทำกำไรและกระแสเงินสดสุทธิชัดเจน Eaton ปรับเพิ่มการเติบโตจากธุรกิจเดิมแต่ปรับลดอัตราการทำกำไรลงเล็กน้อย
  • nVent ปรับเป้าหมายการเติบโตจากธุรกิจเดิมเป็น 21-23% จาก 10-13% และ Siemens Energy ปรับเป้ารายได้เป็น 14-16% พร้อมเพิ่มเป้าอัตราการทำกำไรและกระแสเงินสด GE Vernova ปรับเป้าหมายรายได้และ EBITDA ขึ้น ABB และ Eaton เห็นการปรับเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • Schneider คงเป้าหมายเดิมที่ 7-10% แม้คำสั่งซื้อจะแข็งแกร่ง ส่วน Legrand คงประมาณการแม้ว่าผลประกอบการ 1Q26 ดีกว่าที่คาด ขณะที่ Vertiv ปรับเป้าทั้งปีขึ้นแต่ให้มุมมองใน 2Q26 ที่ต่ำกว่าคาด

คาดการณ์เดิม

คาดการณ์ใหม่

ABB

รายได้ +6-9%

+High single to low double-digit

เป็นผลจาก Data Center และคำสังซื้อใหม่ที่ดีกว่าคาด

Eaton

รายได้ +7-9%
Margin 24.6-25%

รายได้ +9-11%
Margin 24.1-24.5%

รายได้เพิ่มขึ้น แต่อัตราการทำกำไรลง 50bps

GE Vernova

รายได้ $44-45B
EBITDA 11-13%
FCF $5-5.5B

รายได้ $44.5-45.5B, EBITDA 12-14%
FCF $6.5-7.5B

ปรับเพิ่มทุกส่วน

nVent

รายได้ +10-13%
EPS $4.00-4.15

รายได้ +21-23%
EPS $4.45-4.55

มีการปรับเพิ่มสูงที่สุดในกลุ่ม โดยการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น 11%

Vertiv

รายได้ $13.25-13.75B
EPS $5.97-6.07

รายได้ $13.5-14.0B
EPS $6.30-6.40

มีการปรับรายได้เพิ่มขึ้นแต่ 2Q26 ดีแต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์

Siemens Energy

รายได้ +11-13%
Margin 9-11%
FCF €4-5B

รายได้ +14-16%
Margin 10-12%
FCF ~€8B

อัตราการทำกำไรของเทคโนโลยีสายส่งทำได้ถึงเป้าหมายของปี 2028 ใน 1Q26 แล้ว

Schneider

รายได้ +7-10%
EBITA +50-80bps

ไม่เปลี่ยนแปลง

อาจจะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นใน 2H26

Legrand

รายได้ +4-7%
EBIT margin 20.5-21%

ไม่เปลี่ยนแปลง

ยังค่อนข้าง Conservative แม้ว่า 1Q26 จะแข็งแกร่ง

ปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการ และ Segment ที่เติบโตดี

ปัจจัยหนุนหลักมาจาก 1) การลงทุนใน Data Center ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 2) การลงทุนปรับปรุงสายส่งไฟฟ้า และ 3) กระแสการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือ Data Centers (เติบโต 30% ไปจนถึง 240%) และกลุ่มเทคโนโลยีสายส่งไฟฟ้าและพลังงานที่เร่งตัวขึ้นอย่างมากเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น

Segments ที่เติบโตดีที่สุด

  • ABB มีคำสั่งซื้อในระบบจ่ายไฟและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าครบวงจรมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 44% เป็นจุดสูงสุดใหม่ และมีรายได้เพิ่มขึ้น 15% และมีอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น 2% YoY เป็น 24%
  • GE Vernova คำสั่งซื้อในระบบจ่ายไฟและผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าครบวงจรมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 86% และรายได้เพิ่มขึ้น 61% และอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น 9% YoY เป็น 9.6%
  • nVent มีรายได้จากโซลูชันการเชื่อมต่อและปกป้องระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 50%
  • Eaton มีรายได้จากโซลูชันเพื่อการจัดการพลังงานไฟฟ้าในสหรัฐเพิ่มขึ้น 14% (แต่อัตราการทำกำไรลดลงจากค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใหม่)
  • Siemens มีการส่งมอบระบบเทคโนโลยีสายส่งไฟฟ้าเร็วกว่าที่คาดการณ์

ภาพรวม Backlog, Billing และ Book-to-Bill Ratio

  • อุตสาหกรรมมีอัตราส่วน Book-to-Bill ในระดับที่สูงมาก เช่น ABB อยู่ที่ 29x, Eaton และ nVent อยู่ที่ 1.2x และ Siemens Energy สูงถึง 1.72x ตัวเลขบอกเราว่ายอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการผลิตและการวางบิลอย่างมาก ส่งผลให้ยอดคำสั่งเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เช่น Siemens Energy มีคำสั่งซื้ออยู่ที่ระดับ 15.4 หมื่นล้านยูโร
  • Book-to-bill ที่ >1.2-2.0x ทั้งกลุ่มบ่งชี้ว่าความต้องการสูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ และสะท้อนว่าวัฏจักรในรอบนี้มีแรงขับเคลื่อนเป็นอุปสงค์ไม่ใช่การระบายสินค้า

Backlog

YoY Change

Book-to-Bill

ABB

$27.5B

22%

1.3x
(Electrification 1.5x)

จุดสูงสุดใหม่ เท่ากับรายได้ประมาณ 3 ไตรมาส

Eaton (Electrical)

Electrical +48%
Aerospace +28%

48%

1.2x

คำสั่งซื้อของ EA (เบรกเกอร์ป้องกันมอเตอร์) เพิ่มขึ้น 44% และ EG (เบรกเกอร์เน้นพื้นที่ติดตั้งที่จำกัด) เพิ่มขึ้น 73%

GE Vernova

$163B

71%

2.1x

จากการทำสัญญาโครงการพลังงานก๊าซ 100GW

GE Vernova Gas

44GW firm
56GW SRAs

na

2x

ราคาของข้อตกลงจองสิทธิ์การผลิตเพิ่มขึ้น 10-20% เมื่อเทียบกับ 4Q25

GE Vernova Grid

€49B

27%

2.3x

จุดสูงสุดใหม่ และกำลังการผลิตในปี 2030 ถูกจองเกือบเต็มแล้ว

nVent

$2.6B

40% (+11% QoQ)

1.2x

จุดสูงสุดใหม่

Siemens Energy

€154B

23%

1.7x

จุดสูงสุดใหม่ คิดเป็น 93% ของรายได้ใน 2H26 และ 80% ของปี 2027

Siemens Gas

€66B

26%

2.6x

จากการทำสัญญาทั้งหมด 87GW

Siemens Grid

€49B

27%

na

เมื่อกลุ่มนี้กลายเป็น "คอขวด" ความต้องการลงทุนเพิ่มขึ้นแค่ไหน

สถาปัตยกรรมสำหรับ AI data center ระดับหลาย GW บวกกับปัญหาคอขวดของระบบสายส่ง ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมเฉพาะฝั่งโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสำหรับ Data Center ตลาดคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 18% ไปแตะ 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 ซึ่ง Eaton คาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานใน Data Center จะเพิ่มขึ้น 3x ในช่วง 2026-2030 เรามองว่าคอขวดหลักของระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังานอยู่ที่ 1) การผลิตหม้อแปลง Solid-state Transformers (SSTs) หรืออุปกรณ์แปลงกำลังไฟฟ้าชั้นสูงสำหรับกลุ่ม AI และ 2) ข้อจำกัดด้านสายส่ง

หากพิจารณาจากผลประกอบการใน 1Q26 เราจะพบว่าปัญหาคอขวดในรายละเอียดอยู่ที่

  1. Power Generation โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (Gas turbine) ของ GEV และ Siemens Energy ที่เป็น Duopoly ในตลาดนี้ ซึ่งกำลังการผลิตในปี 2029-2030 ถูกจองไปเกือบหมดแล้ว นอกจากนั้นยังมีความต้องการใหม่ใน Data center 106GW ที่ต้องการในสหรัฐในปี 2035
  2. HV/MV transformers หรือ หม้อแปลงไฟฟ้าที่ทำหน้าที่ลดระดับแรงดันไฟฟ้าจากระบบแรงดันสูง (High Voltage) ลงมาเป็นแรงดันปานกลาง (Medium Voltage) โดย Siemens Energy มีการเพิ่มกำลังการผลิต 50% ระหว่าง 2026-2030 แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และ GEV ในส่วนของ Prolec (ที่ทำหม้อแปลง) มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 25% นอกจากนั้นโรงงานผลิตของ ABB ในสหรัฐมีแผนจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า
  3. หม้อแปลงพลังงานไฟฟ้า Solid-State ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งจะเริ่มส่งมอบในช่วง 2027-2028 สำหรับการใช้งานใน 800V Data Center

เมื่อความต้องการและมีปัญหาคอขวดทำให้อัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น

ปัญหาคอขวดทำให้บริษัทมีอำนาจการกำหนดราคาสูง โดยสิ่งที่ยืนยันได้จากผลประกอบการเช่น

  • GEV สามารถตั้งราคาสัญญาใหม่สำหรับเครื่องกังหันก๊าซได้สูงกว่า 4Q25 ถึง 10-20% ต่อ kW ผลที่ตามมาคือคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไร โดยราคาขายสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่าราคาวัตถุดิบ เช่น ทองแดงและแร่เงิน
  • Eaton ปรับเพิ่มราคาขายในวันที่ 1 เม.ย.และคาดว่าจะทำให้อัตราการทำกำไรใน 2Q26 เพิ่มขึ้นประมาณ 150bps เมื่อเทียบกับ 1Q26
  • Vertive คาดหวังว่าอัตราการทำกำไรตลอดทั้งปีจะสามารถขยายตัวได้ แม้ว่าจะรวมภาษีไปแล้ว
  • nVent สามารถปรับราคาได้สำเร็จในส่วนของธุรกิจการเชื่อมต่อทางไฟฟ้า หลังจากราคาทองแดงปรับเพิ่มขึ้นแรง
  • Schneider มีการอำนาจในการกำหนดราคาในจีนเพิ่มขึ้นใน 1Q26 หลังจากที่สถานการณ์เงินฝืดในจีนดีขึ้น
  • Siemens Energy มีราคาของระบบส่งไฟฟ้าที่คงที่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในยุโรป แต่สามารถปรับราคาได้มากกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดอเมริกาเหนือ

เปรียบเทียบแนวโน้มอัตราการทำกำไร

  • ในปี 2026 เรามองว่ากลุ่มนี้มีผลประกอบการที่โดดเด่นและอัตราการทำกำไรที่ดีเป็นผลมาจากที่ตลาดมีความต้องการสูงมากและอยู่ในช่วงเวลาที่อุปทานตึงตัว แต่เราคิดว่าเป็นผลของอุปสงค์มากกว่าอุปทานที่ทำให้อำนาจในการกำหนดราคาสูง หากพิจารณาการทำสัญญาระยะยาว (18-36 เดือน) ทำให้ผลของราคาใหม่ที่สูงขึ้นจะส่งผลให้อัตราการทำกำไรดีขึ้นในระยะยาว
  • ในมุมมองของเราคิดว่าบริษัทที่อยู่ในช่วงที่อัตราการทำกำไรเริ่มเร่งตัวขึ้น เช่น GE Vernova อยู่ในช่วง Turnaround และเริ่มเห็นผลจากอัตราการทำกำไรจากคำสั่งซื้อในกลุ่ม Power, Siemens Energy เพิ่งเริ่มรับรู้ การเพิ่มขึ้นของอัตราการทำกำไรจากกลุ่มโครงข่ายไฟฟ้า, Eaton เห็นอัตราการทำกำไรกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขยายโรงงานระยะสั้น หากเริ่มดำเนินการและการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้อัตราการทำกำไรจะเริ่มดีขึ้น
  • ในส่วนของบริษัทที่อัตราการทำกำไรปรับเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เช่น Vertiv และ Schneider Electric มีอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้การเพิ่มขึ้นของอัตราการทำกำไรเริ่มจำกัด

EBITDA margin

%Chg YoY

%Chg QoQ

Avg 2024-2025

1Q26

(bps)

(bps)

ABB

22.8%

29

371

19.3%

Eaton

19.4%

-309

-388

22.5%

GE Vernova

9.6%

390

-100

6.8%

nVent

21.4%

-39

167

24.2%

Vertiv

20.8%

430

-240

19.6%

Siemens Energy

13.9%

220

90

7.3%

Legrand

23.2%

-1

-14

23.4%

เทรนด์อุตสาหกรรมในรอบนี้ต่างจากวัฏจักรในอดีตอย่างไร? ระยะยาวยังดูดี

วัฏจักรในอดีตจะแปรผันตามการเติบโตของ GDP หรือขึ้นลงตามดัชนีภาคการผลิต เพราะความต้องการในการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเพียง 1-2% ต่อปี แต่ปี 2026-2030 ถูกผลักดันโดย 1) ความต้องการกำลังในการประมวลผล AI เพราะชิปและเซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่กินไฟสูง ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 18GW ในปี 2026 เป็น 22GW ในปี 2027 และ 28GW ในปี 2030 รวมกับ 2) กระแสการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉพาะภาคขนส่งทำให้ความต้องการในการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพราะต้องมีการสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 3) การลงทุนในนโยบายของรัฐต่อพลังงานสะอาดเพื่อเป็นความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย 4) การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเปลี่ยนจากการขายชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์แบบแยกส่วน มาเป็นสถาปัตยกรรมการออกแบบร่วม เช่น การออกแบบอ้างอิงร่วมกับ Nvidia ที่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมการจ่ายไฟ

มุมมองของ INVX

  • ภาพรวมอุตสาหกรรมระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานดีมาก โดยคำสั่งซื้อจาก Data Center ในสหรัฐอยู่ที่ 228GW ซึ่งใช้เวลาประมาณ 12 ปีหากใช้กำลังการผลิตเท่ากับปี 2025 และความต้องการใช้ฟ้าจะเพิ่มขึ้น 3x ระหว่าง 2025-2030 จาก Data Center อย่างเดียว เทียบกับการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเฉลี่ย 1-2% ต่อปี
  • เรามองว่าความต้องการใช้ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงระบบการทำงานอัตโนมัติยังแข็งแกร่ง และตอนนี้อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานที่ Energy Intelligence ที่เน้นไปที่ Data Center เพื่อสนับสนุนการใช้งาน AI ซึ่งคอขวดหลักไม่ได้อยู่ที่ชิปประมวลผล แต่อยู่ที่การหาพลังงานไฟฟ้ามารองรับ
  • เรามองว่าความต้องการระดับนี้เป็นเทรนด์ระดับโครงสร้างที่แจ้จริงเป็น ไม่ใช่วัฏจักรชการเติบโตระยะสั้น หลายบริษัทระบุว่ากำลังการผลิตหลักมีคำสั่งซื้อเต็มไปจนถึงปี 2030
  • วัฏจักรการลงทุนในระบบจ่ายไฟฟ้า ซึ่งการยกระดับสายส่งมีความสำคัญเท่ากับการสร้าง Data Center เพราะเป็นคอขวดหลัก จากภาพรวมคาดว่ามีคำสั่งซื้อของระบบจ่ายไฟฟ้าที่รอการเชื่อมต่อมากกว่า 200GW
  • การลงทุนที่สูงของกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะส่งผลให้ให้มีแรงกดดันในอัตราการทำกำไรในระยะสั้น ซึ่งเราไม่กังวลมองว่าจะเป็นแรงสนับสนุนในระยะยาวมากกว่า
  • กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่แปรผันตามเศรษฐกิจเหมือนเมื่อก่อนแต่กำลังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวดของ AI, Data Center, EV และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งควรจะมี Valuation ที่สูงขึ้น
  • เทคโนโลยีสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 VDC (ระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ สำหรับ Data Center เพื่อรองรับพลังงานการประมวลผลในยุคถัดไป ซึ่งเป็นระบบที่ลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน) และ Liquid Cooling กำลังเข้ามามีส่วนกับส่วนแบ่งการตลาดมากขั้น และกำลังจะเปลี่ยนส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วง 2027-2029 เพราะมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นโดย การลงทุนต่อ MW: $3.5M (2025) จะเพิ่มขึ้นเป็น $4.33M (2028) ซึ่งจะดีต่อ ABB, Eaton และ Siemens Energy ขณะที่ Schneider และ Vertiv จะเน้นไปที่อุปกรณ์หรือวงจรไฟฟ้าที่ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงมาเพิ่มการเติบโ

คำแนะนำการลงทุน

  • หากพิจารณาจากความต้องการของอุตสาหกรรมและการปรับเป้าหมายการเติบโต เรามองว่า ABB, GE Vernova, nVent, Siemens Energy มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการอีกครั้งใน 2Q-3Q26 เพราะเป้าหมายของบริษัทยังดูน้อยไป ทั้งนี้ Eaton จะปรับเพิ่มขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของอัตราการทำกำไรใน 2H26
  • 800 VDC เป็นความเสี่ยงหลักของ Schneider และ Vertiv ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด ~34% ที่กำลังถูกกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากการเปลี่ยนผ่านไปใช้ Solid State Transformer ที่อาจจะส่งผลให้ ABB และ Eaton ขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในส่วนนี้ได้ในช่วงระหว่าง 2026-2030
  • หากต้องการเลือกในธีม AI และ Data Center เรามองไปที่ GE Vernova, ABB, nVent
  • หากต้องการเน้นไปที่เทคโนโลยีใหม่ของอุตสาหกรรมที่ 800 VDC เรามองไปที่ ABB, Eaton, GE Vernova
  • หากต้องการเลือกในธีมการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าที่มีอำนาจในการกำหนดราคา เรามองไปที่ GE Vernova และ Siemens Energy
  • หากมองไปที่ความต้องการของทั้งอุตสาหกรรมในระยะสั้น เรามองไป ABB, Eaton
  • จากภาพรวมทั้งหมด เรามองว่าหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ได้แก่ ABB, GE Vernova (GEV23), Eaton
Electrification เป็นกลุ่มทีมีคอขวดและโอกาสปรับประมาณการขึ้น | Café Invest