IEA มองตลาดน้ำมันคงเกินดุล OPEC+ ผลิตมากขึ้นท่ามกลางอุปสงค์ที่คงอ่อนแอ
IEA คาดอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2025 จะเติบโตเฉลี่ย +740kBD โดยมองการเติบโตอุปสงค์ในช่วงที่เหลือของปีนี้จะชะลอลงสู่ +650kBD เทียบกับในช่วง 1Q25 ที่ขยายตัว +990kBD จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อสรุป, อุปสงค์ในอินเดียและจีนที่ต่ำกว่าคาด และยอดขาย EV ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ IEA เพิ่มคาดการณ์การเติบโตอุปทานน้ำมันปี 2025 ขึ้นสู่ +1.6MBD จาก +1.2MBD หลัง OPEC+ ได้ตัดสินใจเร่งการเพิ่มการผลิตต่อเป็นเดือนที่สองใน มิ.ย. และยังคงคาดการณ์เติบโตอุปทานจากกลุ่มประเทศ non-OPEC+ ที่ +1.3MBD อย่างไรก็ตาม IEA ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะผลิตน้ำมันลดลง จากแรงกดดันที่ราคาน้ำมันที่ปรับลง โดยเฉพาะผู้ที่ขุดเจาะน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) เพราะมีจุดคุ้มทุนสูง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ OPEC
คงมองตลาดน้ำมันมีแนวโน้มเกินดุลตลอดปี 2025 (Figure 2) จากอุปสงค์ที่คาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับต่ำ และความเสี่ยงของมาตรการภาษีศุลกากรที่ยังคงมีอยู่ แม้ได้เริ่มเห็นการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยเฉพาะจีนที่ได้ลดอัตราภาษีศุลกากรต่อกันและกันเป็นเวลา 90 วัน สะท้อนจากจีนที่ยังไม่กลับมานำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ ใน พ.ค. นับตั้งแต่รัฐบาลจีนเริ่มเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐฯ อัตรา 10% และ LNG และถ่านหินอัตรา 15% (Reuters, Figure 3) และอุปทานที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นจาก OPEC+ จากการเร่งคืนการผลิตกลับจากมาตรการลดการผลิตโดยสมัครใจ 2.2MBD ในระยะสั้นระมัดระวังการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันขั้นต้นจนกว่าสถานการณ์สงครามการค้าและทิศทางมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย, อิหร่าน และเวเนซุเอลามีความชัดเจน ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นมีความน่าสนใจหลังเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูขับขี่, สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับใกล้ระดับต่ำที่สุดในช่วง 5 ปี, ค่าการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง (Figure 4) และโรงกลั่นจีนที่จะผลิตลดลง หลังสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรกลุ่มบริษัทที่ขนส่งน้ำมันดิบจากอิหร่านสู่จีน (Reuters) เชิงกลยุทธ์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ เก็งกำไรระยะสั้น SPRC ที่มีสัดส่วนเบนซินสูงและได้อานิสงส์จากการเร่งเพิ่มการผลิตของ OPEC+ เนื่องจากมีสัดส่วนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูง เชิงพื้นฐาน ทยอยสะสม BCP ที่มีการกระจายความเสี่ยงเชิงธุรกิจสูง
ปริมาณน้ำเหนือแม่น้ำโขงอยู่ในระดับสูง สภาพอากาศเอื้ออำนวย หนุนการผลิตไฟฟ้า
กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% ในช่วงต้นฤดูฝน ระหว่าง พ.ค. – ก.ค. 2025 (ฐานเศรษฐกิจ) รวมถึงการเริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฎการณ์ La Nina จากปัจจุบันที่เป็น Neutral NOAA คาดการณ์ว่ามีโอกาส 33% ที่จะเข้าสู่ปรากฏการณ์ La Nina ตั้งแต่ ส.ค. 2025 เป็นต้นไป ส่วนปริมาณน้ำสะสมบริเวณต้นแม่น้ำโขงอยู่ในระดับสูง เขื่อน Nuozhadu ของจีนมีระดับน้ำสูงที่สุดในรอบ 5 ปี (Figure 5) และกรมอุตุนิยมวิทยาจีนพยากรณ์ว่าในบริเวณตอนใต้ของจีนจะเผชิญฝนตกหนัก (People.cn) สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลผ่านในแม่น้ำโขงใน เม.ย. ที่ผ่านมาที่สูงเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยของเดือนเดียวกันในอดีต (Figure 6) นอกจากนั้นการปล่อยน้ำจากเขื่อน Xiaowan และ Jinghong ในประเทศจีนและ Nam Ngum 2 และ Nam Ngum1 ในลาว ได้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านขึ้น 18%
มองปริมาณน้ำมีความเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าในปี 2025 จากปริมาณน้ำบริเวณต้นแม่น้ำโขงที่อยู่ในระดับสูง, ปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน และในระยะต่อไปที่มีแนวโน้มเข้าสู่ La Nina ประเมินว่าใน 2Q25F เขื่อนน้ำงึม 2 จะมีแนวโน้มสามารถผลิตไฟฟ้าได้ทรงตัวถึงสูงขึ้น YoY และสูงขึ้น QoQ ตามฤดูกาล หลังเห็นแนวโน้มปริมาณผลิตไฟฟ้าของเขื่อนน้ำงึม 2 ช่วง 4M25 สูงขึ้น +2.8%YoY และเห็นปริมาณน้ำมันไหลเข้าใน เม.ย. พลิกเพิ่มขึ้น 29.5%YoY (Figure 7) เช่นเดียวกันสำหรับเขื่อนไซยะบุรีมีแนวโน้มผลิตได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยช่วง 4M25 ผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้น 36.9%YoY และเห็นปริมาณน้ำไหลใน เม.ย. สูงขึ้น 52.9%YoY (Figure 8) และอาจมีความเสี่ยงขาขึ้นจากปริมาณฝนและการปล่อยน้ำของเขื่อนจีนเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าจะเป็น Upside เพิ่มต่อผลประกอบการ 2Q25 และต่อเนื่องถึงฤดูน้ำหลากใน 2H25 สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง พิจารณาเก็งกำไร CKP ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลากตั้งแต่ปลาย ส.ค. เป็นต้นไป
ความเสี่ยง: เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน, การเมืองในประเทศ, นโยบายพลังงานของใหม่สหรัฐฯ และของไทย, สถานการณ์ตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน, นโยบายการผลิตของ OPEC+