เราคาดว่า sentiment เชิงบวกต่อ roadmap การลงทุนและ pipeline การผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และฮิวแมนนอยด์จะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัว outperform SET เราประเมินว่ากำไรปกติของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโต 38% YoY ในปี 2026 และเติบโตต่อเนื่องอีก 42% YoY ในปี 2027 เรายังคงคำแนะนำ OVERWEIGHT สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยมี HANA เป็นหุ้นเด่นในฐานะ AI-proxy ตัวใหม่ในประเทศไทย โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 58 บาท นอกจากนี้เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ DELTA ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 352 บาท และ KCE ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ปรับใหม่เป็น 75 บาท (จาก 55 บาท)
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ – กำไรแข็งแกร่งรับอานิสงส์ AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

วัฏจักรการลงทุนของ hyperscaler ยังคงแข็งแกร่ง เราคาดว่าแนวโน้มที่จะมีการชะลอการเปิดตัวโมเดล AI ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มากนัก เนื่องจากกระบวนการฝึกฝนโมเดล (training) การประเมินความปลอดภัย (safety evaluation) การปรับแนวทางการทำงาน (alignment checks) และการทดสอบเจาะระบบ (red-teaming) ยังคงใช้ทรัพยากรพลังงานและการประมวลผลจำนวนมากต่อเนื่อง ขณะที่ Agentic AI ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงในขั้นตอน inference จะยังหนุนให้การลงทุนของ hyperscaler อยู่ในระดับสูง โดยคาดว่างบลงทุนจะอยู่ที่ US$6.82-7.35 แสนล้านในปี 2026 และเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงถึง US$1.3 ล้านล้านในปี 2028 ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว ความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้าต่อ rack มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 120kW ในสถาปัตยกรรมปัจจุบัน สู่ 1,000kW ในยุค Feynman ของ NVIDIA ในปี 2028 ซึ่งจะเร่งการนำมาตรฐานไฟฟ้า 800V DC มาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อลดการสูญเสียพลังงานและภาวะความร้อนสูงเกินในระบบบัสบาร์
เป็นบวกต่อกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทย ผู้ประกอบการกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในจุดที่ดีในเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และหุ่นยนต์ที่เติบโตสูง นำโดย DELTA HANA และ KCE โดย DELTA ถือเป็นหุ้นอ้างอิง (proxy) ที่โดดเด่นจากการลงทุนก่อสร้าง data center ทั่วโลกผ่านการจัดหาโซลูชันบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงและระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (liquid cooling) สำหรับสถาปัตยกรรม AI ที่มีความหนาแน่นด้านการประมวลผลสูง อาทิ แพลตฟอร์ม 800V DC Vera Rubin ของ NVIDIA ขณะที่ HANA กำลังปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ AI Infrastructure ที่มีอัตรากำไรสูงมากขึ้น ผ่านการผลิตอุปกรณ์ solid-state cooling, high-density PCBA และหม้อแปลง SiC ในขณะที่ KCE มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงการใช้งานเชิงพาณิชย์ ผ่านการเจรจาข้อตกลงจัดหาชิ้นส่วน PCB เฉพาะทางสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้กับบริษัทในสหรัฐฯ
คาดกำไรปกติปี 2026-2027 เติบโตแข็งแกร่งจากกระแส AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เราคาดว่ากำไรปกติของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้น 38% YoY ในปี 2026 และ 42% YoY ในปี 2027 เนื่องจากผลิตภัณฑ์ AI หลายรายการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะเริ่มการผลิตในช่วง 2H26 และทำการผลิตเต็มที่ในปี 2027 เช่น ผลิตภัณฑ์ liquid cooling ของ DELTA และผลิตภัณฑ์ solid-state cooling รวมถึงอุปกรณ์ high-density PCBA ของ HANA ในขณะที่กำไรปกติของ KCE มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่สูงขึ้นและโอกาสการเติบโตใหม่จากอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
Valuation และคำแนะนำ เรายังคงคำแนะนำ OVERWEIGHT สำหรับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเราคาดว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และฮิวแมนนอยด์ที่แข็งแกร่ง เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM และเลือก HANA (ราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 58 บาท) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มจากการเป็น AI-proxy ตัวใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ใน 2H26 นอกจากนี้ เรายังคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ DELTA (ราคาเป้าหมายกลางปี 2027 ที่ 352 บาท) เนื่องจากเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบไปหมดแล้ว ในขณะที่เราคาดการณ์โมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อวกับ AI ใน 2H26 และ 2027 เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ KCE เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งใน 2H26 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมากจากอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายกลางปี 2027 เป็น 75 บาท (จาก 55 บาท) อิง PE ที่ 53 เท่า หรือ +2SD เหนือค่าเฉลี่ย PE ย้อนหลัง 5 ปี
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อของลูกค้า สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ สงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกลับมาปะทุอีกครั้ง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการแรงงาน และซัพพลายเออร์ (S)

