EU เตรียมจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีน ขณะที่ผู้ผลิตยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากตลาดจีน โดย Mercedes-Benz รายงานยอดขาย 3Q26 ลดลง 8% YoY จากยอดขายในจีนที่ลดลง 31% ส่วน Porsche ประกาศปรับโครงสร้างโดยเน้นเพิ่มราคาขายรถระดับสูง 20% และลดต้นทุนเพื่อฟื้นอัตรากำไร โดย INVX ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้มาตรการ EU อาจช่วยลดการแข่งขันในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีนและแรงกดดันด้านกำไรได้ จึงยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มนี้จนกว่าจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวของผลประกอบการชัดเจน
EU เร่งปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะค่ายยุโรปปรับโครงสร้างรับการแข่งขันจีน

1. EU เตรียมจำกัดการนำเข้ารถไฮบริดจีน หลังส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณามาตรการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในภูมิภาค หลังผู้ผลิตจีนขยายส่วนแบ่งตลาดยุโรปอย่างรวดเร็ว โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
· ผู้ผลิตรถยนต์จีนครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใหม่ในยุโรปเกือบ 12% ในเดือน ส.ค. 2026 และมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฮบริดราว 25% รวมถึงประมาณ 33% ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริด
· EU พิจารณาใช้มาตรการกำหนดโควตานำเข้า โดยเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับปริมาณที่เกินกำหนด ซึ่งแตกต่างจากมาตรการภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจีนที่บังคับใช้อยู่แล้ว
· มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการเจรจากับจีน และอาจเริ่มบังคับใช้ในปี 2027–28 โดย EU พยายามจำกัดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและลดความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้ของจีน
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า EU เริ่มยกระดับการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์จากเดิมที่มุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้า ไปสู่รถยนต์ไฮบริดซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ผลิตจีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของผู้ผลิตยุโรป
2. มาตรการกีดกันการค้านับเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ผลิตยุโรป แต่ไม่สามารถหยุดการแข่งขันจากจีนได้ทั้งหมด
ตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกต่อแนวโน้มมาตรการดังกล่าว โดยหุ้น Renault ปรับขึ้นสูงสุด 6.1%, Stellantis 5.7%, Volkswagen 4.6% และ Mercedes-Benz 2% จากความคาดหวังว่าภาษีและข้อจำกัดด้านปริมาณจะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาและปกป้องส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตยุโรป
อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของมาตรการอาจจำกัดลงในระยะกลาง เนื่องจากผู้ผลิตจีนเร่งย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ยุโรปเพื่อลดผลกระทบจากภาษีนำเข้า ได้แก่
· BYD: คาดว่าโรงงานในฮังการีจะเริ่มดำเนินงานได้ช่วงปลายปี 2026
· Leapmotor: เตรียมเริ่มผลิตรถยนต์ที่โรงงานของ Stellantis ในสเปนภายในเดือน ต.ค. 2026
· Chery: มีแผนขยายการผลิตในยุโรปในปี 2027
· Geely และ SAIC: คาดว่าจะมีความคืบหน้าด้านการผลิตในยุโรปในปี 2028
จึงมองว่ามาตรการ EU อาจช่วยชะลอการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของผู้ผลิตจีน แต่ไม่ได้ลดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเทคโนโลยีของผู้ผลิตจีนในระยะยาว โดยการแข่งขันมีแนวโน้มเปลี่ยนจากการนำเข้ารถยนต์ไปสู่การแข่งขันผ่านฐานการผลิตภายในยุโรปมากขึ้น
3. Mercedes-Benz สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปในตลาดจีน
แม้ EU จะเตรียมมาตรการปกป้องตลาดภายในประเทศ แต่ผลประกอบการของ Mercedes-Benz สะท้อนว่าความท้าทายสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปยังอยู่ที่การแข่งขันในตลาดจีน ซึ่งมาตรการทางการค้าของ EU ไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
Mercedes-Benz รายงานยอดขายรถยนต์ใน 3Q26 ลดลง 8% YoY เหลือ 407,200 คัน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
ตลาด/ผลิตภัณฑ์ | การเปลี่ยนแปลง YoY | ประเด็นสำคัญ |
|---|---|---|
ยอดขายรถยนต์ทั่วโลก | -8% | ยอดขายรวม 407,200 คัน |
จีน | -31% | แข่งขันด้านราคาสูงและกำลังซื้ออ่อนแอ |
ยุโรป | +5% | ได้แรงหนุนจากเยอรมนีและอังกฤษ |
สหรัฐฯ | +6% | ได้แรงหนุนจากรถ SUV รุ่นใหม่ |
รถยนต์ไฟฟ้า | +61% | ยอดขาย 68,400 คัน |
แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะขยายตัวแข็งแกร่ง แต่รถยนต์กลุ่มดังกล่าวยังมีอัตรากำไรต่ำกว่ารถยนต์สันดาป ขณะที่ยอดขายรถยนต์ระดับบนลดลง 21% ส่งผลให้บริษัทเผชิญความเสี่ยงต่อเป้าหมายอัตรากำไรธุรกิจรถยนต์ปี 2026 ที่ 3–5%
ประเด็นนี้สะท้อนว่าผู้ผลิตยุโรปเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดและกำไรในจีน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถชดเชยอัตรากำไรจากผลิตภัณฑ์เดิมได้ทั้งหมด
4. Porsche ปรับกลยุทธ์จากการเพิ่มยอดขายสู่การเพิ่มกำไรต่อคัน
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง Porsche ประกาศกลยุทธ์ใหม่ภายใต้แผน Sportwagenschmiede '35 โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณยอดขายมาให้ความสำคัญกับมูลค่าและผลตอบแทนต่อคัน หลังความต้องการในจีนลดลงและการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าส่งผลให้ต้นทุนปรับโครงสร้างสูงขึ้น
กลยุทธ์หลักประกอบด้วย
· เพิ่มราคาขาย: ตั้งเป้าปรับราคารถสปอร์ตระดับสูงเฉลี่ย 20% จากประมาณ €270,000 เป็นมากกว่า €330,000 ภายในสิ้นทศวรรษ พร้อมเตรียมพัฒนารถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่มีตำแหน่งทางการตลาดสูงกว่า 911
· ปรับกลุ่มผลิตภัณฑ์: เพิ่มสัดส่วนรถยนต์ระดับบนและรุ่นที่มีอัตรากำไรสูง พร้อมนำรถ SUV เครื่องยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริดกลับมาเป็นส่วนสำคัญของแผนผลิตภัณฑ์
· ลดต้นทุน: วางแผนลดพนักงานราว 25% ลดตำแหน่งผู้บริหาร 40% ลดค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาประมาณ 20% และลดจำนวนรุ่นย่อยลงประมาณ 20%
· เพิ่มประสิทธิภาพ: ลดจุดคุ้มทุนให้ต่ำกว่า 200,000 คันต่อปี เพื่อลดการพึ่งพาปริมาณยอดขาย
Porsche ตั้งเป้าอัตรากำไรจากการดำเนินงานระยะกลางที่ 10–15% และอัตรากระแสเงินสดสุทธิจากธุรกิจรถยนต์ที่ 9–12% โดยการปรับโครงสร้างสะท้อนความพยายามยกระดับความสามารถในการทำกำไร แม้บริษัทไม่คาดว่าตลาดจีนจะกลับไปสู่ระดับยอดขายสูงสุดเดิมในระยะใกล้
5. ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณสู่ความสามารถในการทำกำไร
เมื่อพิจารณาทั้งสามประเด็นร่วมกัน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนโยบายการค้า การแข่งขันจากจีน และการปรับรูปแบบธุรกิจของผู้ผลิต
ประการแรก การปกป้องตลาดยุโรปมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถแข่งขันด้านต้นทุนและราคาได้สูง โดยมาตรการภาษีอาจช่วยให้ผู้ผลิตยุโรปรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ในระยะสั้น แต่ยังต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของตนเอง
ประการที่สอง ตลาดจีนเปลี่ยนจากแหล่งสร้างการเติบโตเป็นความเสี่ยงต่อกำไร โดยยอดขาย Mercedes-Benz ที่ลดลง 31% และการปรับกลยุทธ์ของ Porsche สะท้อนว่าผู้ผลิตยุโรปอาจไม่สามารถพึ่งพาตลาดจีนเพื่อสร้างยอดขายและกำไรในระดับเดียวกับอดีตได้
ประการที่สาม ผู้ผลิตเริ่มให้ความสำคัญกับกำไรต่อคันมากกว่าปริมาณยอดขาย ผ่านการลดต้นทุน ลดความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ และเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ระดับบน ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มดำเนินอย่างยืดหยุ่นมากขึ้น โดยยังรักษารถยนต์สันดาปและไฮบริดเป็นแหล่งสร้างกำไรสำคัญ
จึงประเมินว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปในระยะกลางจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและกระแสเงินสด มากกว่าการฟื้นตัวของยอดขายเพียงอย่างเดียว
6. มุมมองของ INVX
INVX ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มรถยนต์ยุโรป และยังไม่แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน แม้ EU เตรียมจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีน ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านการแข่งขันในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีน ต้นทุนการปรับโครงสร้างที่สูง และแรงกดดันต่ออัตรากำไรจากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งผู้ผลิตจีนกำลังขยายฐานการผลิตในยุโรป ซึ่งอาจลดประสิทธิผลของมาตรการกีดกันทางการค้าในระยะกลาง
สำหรับหุ้นรายตัว เรายังระมัดระวัง Mercedes-Benz และ Volkswagen จากความเสี่ยงด้านยอดขายและกำไรในจีน ขณะที่ Porsche แม้มีแผนลดต้นทุนและเพิ่มราคาขายเพื่อฟื้นอัตรากำไร แต่ผลลัพธ์ต้องใช้เวลาและยังมีความเสี่ยงในการดำเนินงาน ส่วน Renault และ Stellantis อาจได้รับประโยชน์จากมาตรการ EU มากกว่าคู่แข่ง แต่เรามองว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นจากข่าวนโยบายเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น มากกว่าสัญญาณฟื้นตัวของปัจจัยพื้นฐานอย่างยั่งยืน จึงแนะนำรอความชัดเจนของการฟื้นตัวของกำไรและกระแสเงินสดก่อนพิจารณาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกลุ่มนี้
ข้อสงวนสิทธิ์
ข้อมูล ความเห็น บทวิเคราะห์ ราคา การคาดการณ์ และ/หรือ ข้อมูลอื่นใด (“ข้อมูล”) ที่ปรากฏ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยมีที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (“INVX”) ไม่รับรองความถูกต้อง ครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูล ณ วันที่เผยแพร่และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นการรับประกันราคาหรือผลตอบแทน คำแนะนำการลงทุน การเสนอซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือชักชวนให้เสนอซื้อหรือเสนอขายหลักทรัพย์ใด INVX และ/หรือ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของ INVX ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอันเป็นผลมาจากหรือเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลดังกล่าว
INVX และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“ธนาคารฯ”) เป็นบริษัทย่อยที่บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธนาคารฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเท่านั้น INVX และ/หรือ บริษัทในเครือ SCBX อาจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ บนหลักทรัพย์ที่ปรากฏอยู่ในรายงานฉบับนี้ รวมถึงอาจมีการทำธุรกรรมอื่นใดในหลักทรัพย์ที่ถูกกล่าวถึง อันอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

