Intraday Idea Action
By INVX Investment Strategy & Research
18 มิ.ย. 2026
💵 Action: แนะนำเข้าลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงินสหรัฐฯ ในลักษณะ Event Play (ระยะการลงทุน < 6 เดือน) โดยมองเป้าหมายผ่าน State Street Financial Select Sector SPDR ETF (XLF) โดยเน้นเข้าลงทุนเมื่อ XLF ย่อตัวแล้วยืนเหนือแนวรับ $53.8–54.0 ได้ มองเป้าหมายที่ 57.2 หากราคาทะลุจุดสูงสุดเดิมได้ชัดเจน กำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $53 เพื่อคุม downside และรักษา risk/reward ให้น่าสนใจ ทั้งนี้ การตัดสินใจเข้าหรือออกจากสถานะลงทุนจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและ Sentiment ของตลาดในขณะนั้นร่วมด้วย
กองทุนแนะนำ: TUSFIN-A กองทุนหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มการเงินสไตล์ Passive ที่ลงทุนอ้างอิงดัชนีหุ้นกลุ่มการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ผ่านกองทุนหลัก XLF ETF
💰 Rationale: InnovestX แนะนำลงทุนในหุ้นการเงินสหรัฐฯ จากปัจจัยสนับสนุนดังนี้
Event : ผลประชุม Fed สะท้อนภาพดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด ซึ่งแม้กดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น แต่ยังช่วยประคองรายได้ดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคาร
Fundamental: ภาพรวมปัจจัยพื้นฐานของ XLF มีความแข็งแกร่งหลายมิติ ธนาคารได้ประโยชน์ทั้งจากรายได้ดอกเบี้ยที่ยังคงสูง และค่าธรรมเนียมจากตลาดทุน เห็นจาก IPO Deal ที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี นำโดย 3 บริษัท AI ยักษ์ใหญ่ ในขณะที่หุ้นกลุ่มชำระเงินอย่าง Visa และ Mastercard ต่างรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มการเงินยังซื้อขายในระดับ Forward PER ที่ไม่แพง เทียบกับการเติบโตกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
Technical: ประเมินแนวรับสำคัญบริเวณ $53.8–54.0 หากราคายังยืนเหนือโซนดังกล่าวได้ ภาพการลงทุนระยะสั้นถึงกลางยังเอื้อต่อการทยอยสะสม มองเป้าหมายแรก $57.2 พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $53
[Event Play คือ กลยุทธ์ลงทุนตามปัจจัยสนับสนุนระยะสั้น ด้วยสัญญาณ Technical และ Market Sentiment มี Catalyst สนับสนุน เป้าหมายคือจับการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การถือครองระยะยาว]
Event
- หลังการประชุม FOMC วันที่ 16–17 มิ.ย. Fed มีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ตามคาด แต่ Dot Plot เปลี่ยนเป็น hawkish มากขึ้น โดยค่ากลางดอกเบี้ยปลายปี 2026 ขยับขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.4% ในเดือน มี.ค. สะท้อนว่าโอกาส “ขึ้นดอกเบี้ย” กลายเป็นเส้นทางหลักของ Fed มากกว่าการลดดอกเบี้ย ขณะที่ Chair Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Fed จะให้ความสำคัญกับการดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% และยกเลิกการให้ forward guidance ทำให้ตลาดต้องกลับมาให้น้ำหนักกับข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานรายเดือนมากขึ้น แม้ท่าทีดังกล่าวกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น และทำให้กลุ่มการเงินยกเวินธนาคารขนาดใหญ่ถูกขายทำกำไรหลังการประชุม แต่เรามองว่าการย่อตัวครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสะสมเชิง Event Play มากกว่าการเปลี่ยนเป็นขาลง เนื่องจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่สูงนานกว่าคาดยังช่วยประคองรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร ขณะที่ Bond Yield ที่ปรับขึ้นหลัง Fed โดย 2Y Treasury Yield เพิ่มขึ้นราว 11 bps และ 10Y Treasury Yield เพิ่มขึ้นราว 7 bps ยังสนับสนุน narrative ของกลุ่มธนาคารในแง่รายได้ดอกเบี้ยและ NIM อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มอง Fed hawkish เป็นบวกสุทธิแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะหาก Yield ปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อและความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยจริง อาจกดดัน valuation ของตลาดหุ้นโดยรวม เพิ่มความกังวลด้าน credit risk และทำให้นักลงทุนลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ Buy on dip หลังแรงขายทำกำไรจาก Fed โดยเน้นเข้าลงทุนเมื่อ XLF ยังยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ มากกว่าการไล่ซื้อในจังหวะราคาปรับขึ้นแรง
Fundamental
- รายได้ค่าธรรมเนียม (Non-NII) ได้รับแรงหนุนจากคิว IPO ที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยนอกเหนือจากรายได้ดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารขนาดใหญ่ที่ XLF ลงทุนอย่าง JPMorgan, Goldman Sachs และ Morgan Stanley ยังได้รับค่าธรรมเนียมการให้คำปรึกษาและจัดการ IPO (การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น) จำนวนมหาศาลจากคลื่นการระดมทุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นำโดยสามดีล AI ยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX (มูลค่าเป้าหมาย $1.5–1.75 ล้านล้านดอลลาร์), OpenAI (~$1 ล้านล้านดอลลาร์) และ Anthropic (~$900 พันล้านดอลลาร์) บวกเพิ่มด้วย Databricks บริษัท AI และข้อมูลชั้นนำ ที่กำลังอยู่ระหว่างการระดมทุนใหม่ที่มูลค่า $165–175 พันล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก $134 พันล้านในรอบเดือน ก.พ.) โดยมีรายได้รายปีกว่า $5.4 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 65% YoY และมีกำไรจากการดำเนินงานแล้ว และคาดว่าจะยื่นแบบแสดงความจำนงขอเข้า IPO (S-1) ในไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งจะสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมก้อนโตให้กับ JPMorgan (สัดส่วนใน XLF 11.27%), Goldman Sachs (4.14%) และ Morgan Stanley (3.41%) เป็นแหล่งรายได้เสริมที่ทรงพลังนอกเหนือจากรายได้ดอกเบี้ย
- Visa และ Mastercard — หุ้นกลุ่มชำระเงินอันดับ 3 และ 4 ใน XLF พื้นฐานแข็งแกร่ง ด้าน Visa รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบ 2026 มีรายได้รวม $11.2 พันล้านดอลลาร์ (+17% YoY ถือเป็นการเติบโตที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 พร้อมกำไรต่อหุ้นที่ $3.31 (+20% YoY) Mastercard (ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026) มีรายได้รวม $8.4 พันล้านดอลลาร์ (+16% YoY) และกำไรต่อหุ้นที่ $4.60 (+23% YoY) ทั้งสองบริษัทได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ปริมาณเงินที่ไหลผ่านเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าที่สูงขึ้น (ยิ่งใช้จ่ายมูลค่าสูง ค่าธรรมเนียมยิ่งมาก), ฐานผู้ใช้บัตรระดับพรีเมียมที่ขยายตัวและการเติบโตของการชำระเงินออนไลน์และข้ามประเทศ
- แม้กลุ่มการเงินจะมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่น แต่ราคาหุ้นในกลุ่มยังซื้อขายในระดับ Forward PER (อัตราส่วนราคาต่อกำไรที่คาดการณ์ล่วงหน้า) เพียง 14.7 เท่า ต่ำกว่าตลาดโดยรวมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบกับการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 9.9% ในปี 2026 และ 11.3% ในปี 2027 แปลว่าคุณกำลังซื้อกลุ่มธุรกิจที่กำไรเติบโตดีในราคาที่ยังไม่แพง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Margin of Safety ไว้รองรับความไม่แน่นอนของตลาด
Technical
ในเชิงเทคนิค เรามองว่า XLF ยังมีกรอบการลงทุนที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ชัดเจน โดยใช้ระดับราคาเป็นตัวกำหนดจังหวะการลงทุนมากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรง ระดับแนวรับสำคัญที่ควรติดตามอยู่บริเวณ $53.8–54.0 หากราคายังสามารถยืนเหนือบริเวณดังกล่าวได้ ภาพการลงทุนระยะสั้นถึงกลางยังคงเอื้อต่อการทยอยสะสม สำหรับกรอบเป้าหมาย เราประเมินแนวต้านแรกบริเวณ $56.5–56.7 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเดิม ขณะที่กรณีเชิงบวก หากแรงซื้อกลับมาและตลาดตอบรับปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มการเงินได้ดีขึ้น ราคามีโอกาสขยับขึ้นสู่กรอบ $57.2–57.5 ได้ ด้านการบริหารความเสี่ยง แนะนำกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $53 เนื่องจากหากราคาปรับลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าว จะทำให้สัดส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงไม่น่าสนใจเท่าเดิม และควรรอประเมินจังหวะเข้าลงทุนใหม่อีกครั้ง
สรุป แนะนำทยอยลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงินสหรัฐฯ ในลักษณะ Event Play ระยะลงทุนไม่เกิน 6 เดือน ผ่าน TUSFIN-A และ XLF โดยมองว่าการขายทำกำไรหลังผลประชุม Fed เป็นจังหวะ Buy on dip หาก XLF ยังยืนเหนือแนวรับ breakout ได้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากภาพดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาดที่ยังช่วยประคองรายได้กลุ่มธนาคาร แนวโน้มกำไรที่ยังเติบโตได้จากหลายแหล่งรายได้ และ valuation ที่ยังไม่ตึงตัวเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม ทางเทคนิคมองเป้าหมายที่ $57.2 พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ $53 หาก breakout ล้มเหลว ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ เงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดจนทำให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าตลาดประเมิน ความกังวลด้าน credit risk หากอัตราดอกเบี้ยสูงกดดันลูกหนี้ และภาวะ risk-off จากภูมิรัฐศาสตร์หรือตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานแรง ซึ่งอาจทำให้กลุ่มการเงินถูกขายตามตลาดแม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแรง
กองทุนแนะนำ: TUSFIN-A
แนวทางการพิจารณาคัดเลือกกองทุน TUSFIN-A
จาก Universe กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินของสหรัฐฯ 3 กองทุน ได้แก่ FP USBANK-A, LHUSFIN-A, TUSFIN-A

Source: FirstPlus and TISCO Asset as of 30 Apr 2026; LHFund as of 29 May 2026
แนวทางการพิจารณาคัดเลือกกองทุน TUSFIN-A
เราพิจารณากองทุนที่ลงทุนโดยใช้กลยุทธ์แบบ Passive ที่ครอบคลุมหลายกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมการเงิน ซึ่งกองทุน TUSFIN-A เป็นกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ และมีขนาดกองทุนใหญ่ เราจึงเลือกกองทุน TUSFIN-A
สรุปจุดเด่นของกองทุน TUSFIN-A
- กองทุน TUSFIN-A เป็นกองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลัก State Street® Financial Select Sector SPDR® ETF (XLF ETF) โดยมีค่าธรรมเนียมต่ำ
- XLF ETF มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Management โดยอ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มการเงินที่อยู่ในดัชนี S&P 500
- XLF ETF เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัทการเงินขนาดใหญ่และมีคุณภาพของสหรัฐฯ
- ลงทุนครอบคลุมหลายธุรกิจในอุตสาหกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารพาณิชย์ (Banks) กลุ่มบริการทางการเงิน (Financial Services) กลุ่มประกันภัย (Insurance) กลุ่มตลาดทุนและวาณิชธนกิจ (Capital Markets) กลุ่มสินเชื่อผู้บริโภค (Consumer Finance) รวมถึงกลุ่ม Mortgage REITs
- ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุนหลัก XLF ETF สร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 8.17% (as of 31 May 2026)
- พอร์ตการลงทุนปัจจุบันมี Top Holdings ล่าสุด ได้แก่ Berkshire Hathaway, JPMorgan Chase, Visa, Mastercard, Bank of America
กองทุนเปิด TISCO US Financial Fund (TUSFIN-A) เป็นกองทุนในกลุ่ม Financial Sector ที่ลงทุนในธุรกิจกลุ่มการเงินของสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว คือ State Street® Financial Select Sector SPDR® ETF (XLF ETF) ซึ่งเป็น ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Financial ชั้นนำของสหรัฐฯ
โดยกองทุนหลัก State Street® Financial Select Sector SPDR® ETF (XLF ETF) มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Financial Select Sector Index ซึ่งเป็นดัชนีที่รวบรวมหุ้นในหมวด Financial ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงบริษัทการเงินขนาดใหญ่และมีคุณภาพของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนเดียวได้
จุดเด่นของดัชนีดังกล่าวคือการกระจายลงทุนครอบคลุมหลายธุรกิจภายในอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banks) กลุ่มบริการทางการเงิน (Financial Services) กลุ่มประกันภัย (Insurance) กลุ่มตลาดทุนและวาณิชธนกิจ (Capital Markets) กลุ่มสินเชื่อผู้บริโภค (Consumer Finance) รวมถึงกลุ่ม Mortgage REITs ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป และเปิดโอกาสรับประโยชน์จากการเติบโตของระบบการเงินสหรัฐฯ ในภาพรวม
นอกจากการลงทุนในบริษัทการเงินขนาดใหญ่ที่มีฐานธุรกิจแข็งแรงแล้ว กองทุนยังสะท้อนโอกาสการเติบโตจากปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมการเงิน เช่น การขยายตัวของสินเชื่อและการใช้จ่ายของผู้บริโภค การเติบโตของตลาดทุน การเพิ่มบทบาทของธุรกรรมดิจิทัลและระบบชำระเงิน การบริหารความมั่งคั่งและประกันภัยที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มการเงินในระยะยาว
ตัวอย่างหุ้น 5 ตัวแรกที่พอร์ตการลงทุนถืออยู่ (Update as of 16 June 2026)
- Berkshire Hathaway บริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งประกันภัย พลังงาน ทางรถไฟ อุตสาหกรรม และการลงทุนในบริษัทชั้นนำหลายแห่ง
- JPMorgan Chase ธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีจุดแข็งด้านธุรกิจธนาคารพาณิชย์ วาณิชธนกิจ บัตรเครดิต และการบริหารความมั่งคั่ง
- Visa ผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินดิจิทัลระดับโลก มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อธุรกรรมระหว่างผู้บริโภค ร้านค้า ธนาคาร และสถาบันการเงิน
- Mastercard บริษัทเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก มีจุดเด่นด้านระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ บัตรเครดิต บัตรเดบิต และโซลูชันการเงินดิจิทัล
- Bank of America ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งสินเชื่อรายย่อย เงินฝาก บัตรเครดิต การบริหารความมั่งคั่ง และบริการทางการเงินสำหรับองค์กร
ผลการดำเนินงานของกองทุนย้อนหลัง (Update as of 31 May 2026)
- กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 2.79% เทียบกับ Financial Select Sector Index ที่ 2.88%
- กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ยปีละ 19.46% เทียบกับ Financial Care Select Sector Index ที่ 19.59%
- กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยปีละ 8.17% เทียบกับ Health Care Select Sector Index ที่ 8.26%
Source: State Street Investment Management
คำเตือน: กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทได้รับค่าตอบแทน (trailer fee) จาก บลจ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมกองทุนตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนกองทุนรวม