- Capital Flow Analysis: ในเดือน ต.ค. ทุกกลุ่มสินทรัพย์ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิ โดยเงินไหลเข้าหุ้นเติบโต (Growth) เพิ่มขึ้นราว 2.4 เท่าเป็น +1.40 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นคุณค่า (Value) ลดลงราว 76% เหลือ +7.48 พันล้านดอลลาร์ ตราสารหนี้มีเงินไหลเข้าเพิ่มเป็น +8.93 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยนักลงทุนล็อกผลตอบแทน (Lock-in Yield) ไว้ที่ระดับใกล้ 5% หุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) กลับมามีเงินไหลเข้า +960 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินไหลเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงเหลือ +5.26 พันล้านดอลลาร์ จาก +1.98 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนว่านักลงทุนกลับมารับความเสี่ยงแต่ยังเลือกสินทรัพย์คุณภาพ
Research
เดือนต.ค. เงินทุนไหลเข้าหุ้น Growth/AI ตราสารหนี้, INVX คาด US 10Y สิ้นปีที่ 5.1% เงินบาท 4Q26 ที่ 33.8

- มิติภูมิภาค: สหรัฐฯ ยังดึงดูดเงินทุนมากที่สุดที่ +1.26 แสนล้านดอลลาร์ จีนเพิ่มเป็น +3.61 หมื่นล้านดอลลาร์ ตลาดเทคโนโลยีเอเชียเหนือกลับมาเป็นแรงหนุน ไต้หวันมีเงินไหลเข้า +8.33 พันล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้พลิกเป็นไหลเข้า +7.87 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่ของเงินก้อนนี้เข้ามาในสัปดาห์ล่าสุด ขณะที่ไทยได้รับเงินไหลเข้าเพียง +21 ล้านดอลลาร์
- ปัจจัยขับเคลื่อนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา: (1) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีแตะ 5.34% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ก่อนย่อตัว (2) Fed ส่งสัญญาณ Higher for Longer หลังเงินเฟ้อเดือน ก.ย. เร่งขึ้นเป็น 3.7%YoY (3) ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงแต่ก็มีการปรับลดลงในบางช่วง (4) ธีม AI ฟื้นตัวก่อนผลประกอบการไตรมาส 3 และ (5) ความคาดหวังต่อจีนก่อนการประชุม APEC
- ปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุนใน 1 เดือนข้างหน้า: เรามองว่าเงินทุนยังเลือกลงทุนแบบระมัดระวังในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีกำไรแข็งแกร่งและตราสารหนี้คุณภาพดี แต่เงินไหลเข้าหุ้น Growth อาจผันผวนตามผลประกอบการของกลุ่ม Hyperscalers ตัวแปรสำคัญมี 4 เรื่อง ได้แก่ (1) การประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค. (2) การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. (3) งบประมาณปี 2027 ของฝรั่งเศส และ (4) การประชุม APEC ที่เซินเจิ้นวันที่ 18–19 พ.ย. ซึ่งอาจมีการพบกันสามฝ่ายระหว่างทรัมป์ ปูติน และสีจิ้นผิงเพื่อหารืออนาคตยูเครน หากคืบหน้า ส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านพลังงานจะลดลงและหนุนสินทรัพย์เสี่ยงได้
- เงินบาทอ่อนค่าลงสู่ 33.6 บาทต่อดอลลาร์ ตามดอลลาร์ที่แข็งค่า เรายังคงคาดเงินบาทเฉลี่ย 4Q26 ที่ 33.8 (เฉลี่ยทั้งปี 33.0) โดยใน 1 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลง 0.83% และอ่อนค่าราว 6.7% YTD ปัจจัยหลักคือดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่แข็งค่าขึ้น 1.63% ในรอบเดือน และสถานะ Net Long ของ DXY ที่เพิ่มเป็น 12,900 สัญญา ส่วนเงินยูโรที่อ่อนค่าจากความเสี่ยงการคลังฝรั่งเศส ราคาน้ำมันที่ยังสูง ดุลการค้าที่ขาดดุลต่อเนื่อง และเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย ขณะที่ตลาดคาดเงินบาท 4Q26 ที่ 33.3 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ากว่าที่เราคาด
- ผลตอบแทนพันธบัตร: US 10Y yield ทรงตัวราว 5.1% หลังแตะ 5.3% แรงขับหลักมาจาก Term Premium ที่สูงขึ้น เรายังคงคาด US 10Y yield สิ้นปี 2026 ที่ 5.1% และสิ้นปี 2027 ที่ 4.6% ภายใต้สมมติฐานว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่กรอบ 4.00–4.25% และอีก 1 ครั้งต้นปีหน้า ด้านผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีลดลงเป็น 2.94% และเยอรมนีลดลงเป็น 3.43% ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศส-เยอรมนีกว้างขึ้นเป็นกว่า 149 bps จาก 86 bps เมื่อต้นเดือน ก.ย. ส่วน TH 10Y yield ทรงตัวราว 2.25% เราคาดว่าจะอยู่ที่ 2.3% ใน 4Q26 ภายใต้สมมติฐานว่า ธปท. คงดอกเบี้ยที่ 1.00%

