ตลาดหุ้นโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.9% โดยตลาดได้รับแรงหนุนความคืบหน้าต่อเนื่องในการเจรจาภาษีกับสหรัฐ ของหลายประเทศ และการผ่อนคลายนโยบายภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ และ ปธน.ทรัมป์มีท่าทีที่ผ่อนคลายกับการเจรจากับจีนมากขึ้น และ FED อาจจะลดดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. นอกจากนั้นผลประกอบการของบริษัทใหญ่ในสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาดแม้ว่าแนวโน้มจะได้รับแรงกดดันจากนโยบายภาษีของ ปธน.ทรัมป์ ส่วนจีนได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน.
Global Morning Routine - 28 เม.ย. 2568

บทสรุป
สัปดาห์ที่ผ่านมามีแรงซื้อในตราสารหนี้ระยะสั้นมองเป็นเรื่องความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐเพื่อช่วยลดผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ ด้านตลาดหุ้นมีแรงซื้อในตลาดหุ้น EM และจีนมองเป็นความคาดหวังเชิงบวกจากการเจรจาลดภาษีของประเทศในกลุ่ม EM กับสหรัฐ รวมถึงการเจรจาของจีนและสหรัฐฯที่ดูมีการพูดคุยมากขึ้น
ปัจจัยที่เราแนะติดตามในสัปดาห์นี้ 1) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่า งGDP 1Q25 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PCE พื้นฐาน ดัชนี PMI ภาคการผลิต ยอดคำสั่งซื้อโรงงาน 2) ตัวเลขเศรษฐกิจจีน อย่างดัชนี PMI ภาคการผลิต 3) ตัวเลขเศรษฐกิจ EU อย่างดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ 4) ผลประกอบการ Adidas, Aena, ABC, Airbnb, Airbus, Amazon, AIG, Amgen, Apple, AstraZeneca, Bank of China, Bocom, Booking, BYD, Caterpillar, CCB, Cnooc, Coca-Cola, Cosco Shipping, CVS, Eli Lilly, Exxon, GM, GSK, Haier, HKEX, Iberdrola, ICBC, Moutai, Mastercard, McDonald, Meta, Microsoft, PayPal, Pfizer, Qualcomm, UPS, Starbuck, Spotify, Visa, Yum Brand
ภาพรวม – ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังมีความไม่ชัดเจนสูงทำให้ตลาดผันผวนเพราะท่าทีของสหรัฐเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยเฉพาะกับจีนทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีมากนัก ในขณะที่การเจรจาที่คืบหน้าของหลายประเทศจะช่วยผล่อนคลายได้ในระดับหนึ่ง เราเห็นการผ่อนคลายต่อประเด็นภาษี 2-3 สัปดาห์ทำให้ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อแนะนำเน้นกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงต่อประเด็นนี้ยังไม่หมดไปทำให้รอท่าทีของ ปธน.ทรัมป์ต่อนโยบายภาษีหากเข้มงวดขึ้นก็ต้องลดความเสี่ยงและเน้นตั้งรับเป็นสำคัญ ในสัปดาห์นี้มองว่าผลประกอบการของสหรัฐจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมีแนวโน้ม 2Q25-2H25 ที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับตอนก่อนนโยบายภาษีมีผลบังคับใช้ จึงต้องเก็งกำไรด้วยความระมัดระวัง
กลยุทธ์ – สัปดาห์นี้ (28 เม.ย.- 2 พ.ค.) มองว่า 1) ท่าทีของ ECB ที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง 2) ตัวเลขการผลิตและการจ้างงานของสหรัฐที่ชะลอตัวลง 3) ภาคการผลิตของจีนเริ่มหดตัว ส่วนภาคบริการทรงตัวจะเริ่มเห็นผลจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ 4) ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะคงดอกเบี้ย ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดดอกเบี้ย 25bps 5) ผลประกอบการสหรัฐมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากภาษีใน 2Q25 ทำให้ในสัปดาห์นี้มองว่าแนวโน้มของบริษัทจดทะเบียนในช่วง 2Q25 และ 2H25 จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ซึ่งมองว่ามีความเสี่ยงจาก Guidance ของบริษัทที่อาจจะปรับประมาณการลง
หุ้นแนะนำ – เราแนะนำเก็งกำไรในระยะสั้นๆบนหุ้นที่คาดว่าประกาศผลประกอบการออกมาดีและมีผลกระทบจาก Tariff ที่จำกัด อย่าง META และ SPOT

